6 การแปล Tense
ลักษณะ Tense ในภาษาอังกฤษ
ภาษาอังกฤษมีการเปลี่ยนรูปกริยาเพื่อแสดงกาล
กริยานั้นอาจจะเปลี่ยนรูปไปเลย เช่น go went gone หรือเติมปัจจัยเข้าไปหลังกริยา
เช่น walk walked walked ในประโยคอาจมีหรือไม่มีคำบอกกาลเวลากำกับอยู่
หน้าที่ของกริยาที่เปลี่ยนไปที่เราเรียกว่า tense ต่าง ๆ นี้
คือ เพื่อบอกความหมายของกาลเวลาต่าง ๆ กัน
ตัวอย่างประโยค 3 ประโยคต่อไปนี้
มีความหมายไม่เท่ากันในแง่ของกาลเวลา
1. My friend lives in Bangkok.
2. My friend lived in Bangkok.
3. My friend has lived in Bangkok.
ประโยค 1-3 อาจแปลได้ความเท่ากัน คือ “เพื่อนของฉันอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ” แต่ความหมายของประโยคที่เกี่ยวกับเวลาไม่เท่ากัน
ประโยคที่ 1 ใช้ simple present tense หมายความชัดเจนว่า
เพื่อนของฉันอยู่ในกรุงเทพฯ (กำลังอยู่ในขณะนั้น)
ประโยคที่ 2 ใช้ past tense แสดงว่า
เขาไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
ประโยคที่ 3 ใช้ present perfect tense
อาจหมายความว่า
เขาเคยอยู่ที่นั่นในอดีต ตอนนี้อาจจะยังอยู่หรืออาจไม่อยู่แล้ว
คำบอกกาลในภาษาไทย
ภาษาที่มีวิภัตติ ปัจจัย อย่างภาษาบาลี สันสกฤตและอังกฤษ กาล มาลา
วาจก เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แต่ในภาษาไทย กาล มาลา วาจก ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าไรนัก
เพราะภาษาไทยเวลานำมาพูดหรือเขียน ไม่จำเป็นต้องระบุเวลาว่าเมื่อไร
ผู้ฟังและผู้อ่านต้องทำความเข้าใจเอาเอง ภาษาไทยไม่มีการแจกวิภัตติ
ปัจจัยเพื่อบอกกาลเวลา คำแต่ละคำใช้ได้ในทุกโอกาส
เมื่อต้องการจะบอกกาลเวลาก็มีวิธีการที่จะบอกได้ดังนี้
เมื่อต้องการทราบว่า กริยากระทำเมื่อไรต้องอาศัยกริยาช่วย เช่น จะ
อยู่ กำลัง ได้ แล้ว ในภาษาไทยจะบ่งชัดลงไปว่า กริยาแท้ หรือ กริยาช่วย ต้องดูตำแหน่งในประโยคเป็นส่วนประกอบด้วย
คำเหล่านี้บอกกาลเวลาต่างกัน คือ
บอกปัจจุบัน เช่น อยู่ กำลัง กำลัง....อยู่ กำลัง....อยู่แล้ว
ดูโทรทัศน์อยู่นั่นแหละ ไม่รู้จักหลับนอน
(เป็นการบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังไม่ยุติลง แสดงว่า
ยังดูโทรทัศน์โดยไม่ยอมเข้านอน)
เขากำลังวิ่ง
(คำว่า “กำลัง” เป็นคำบอกเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
แสดงว่าเขากำลังวิ่งอยู่อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าเขายังไม่ได้หยุดวิ่ง)
สมศักดิ์กำลังนอนหลับอยู่
(แสดงว่า ตลอดเวลาสมศักดิ์นอนหลับอยู่ยังไม่ตื่นขึ้นมา
เป็นการบอกเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่โดยเน้นความ)
สมศรีกำลังทำการบ้านอยู่แล้ว
(ประโยคนี้เน้นความยิ่งกว่า
สมศักดิ์กำลังนอนหลับอยู่เพราะในข้อความนี้ได้เน้นให้เห็นว่า
สมศรีได้ลงมือทำการบ้านแล้ว แต่ยังทำการบ้านไม่เสร็จ
ซึ่งเป็นการบอกเหตุการณ์ให้รู้ว่าการกระทำได้เริ่มเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ)
บอกอดีต ได้แก่ ได้ ได้....แล้ว เช่น
สมศรีได้รับจดหมาย
(บอกให้รู้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา สมศรีได้รับจดหมาย)
สมศรีได้พบคุณพ่อแล้ว
(บอกให้รู้ว่าการพบคุณพ่อของสมศรีได้ผ่านพ้นไปและเสร็จสิ้นลง
เรียบร้อยแล้ว)
บอกอนาคต ได้แก่ จะ กำลังจะ....อยู่ กำลัง....อยู่แล้ว เช่น
ใครจะไปใครจะมา
(บอกเวลาล่วงหน้า เหตุยังไม่เกิด)
หล่อนกำลังจะเปิดวิทยุฟังเพลง
สมศรีกำลังจะกินอาหารอยู่เดี๋ยวนี้แหละ
คุณแม่กับคุณพ่อกำลังจะไปตลาดอยู่แล้ว
ความแตกต่างและความคล้ายคลึงของ tense ในภาษาอังกฤษและภาษาไทยในแง่รูปคำและหน้าที่
Tense ในภาษาอังกฤษ
Tense ในภาษาไทย
รูปคำ
- เปลี่ยนรูปคำกริยา เช่น go went gone
- ไม่เปลี่ยนรูปกริยา
- เติมปัจจัย ed เช่น walk walked
walked
- มีการเติมกริยาช่วย เช่น กำลัง กำลังจะ แล้ว
- มีหรือไม่มีคำบอกกาล/เวลา กำกับ
- มีหรือไม่มีคำบอกกาล/เวลา กำกับ
หน้าที่
- บอกความหมายของกาลเวลาต่าง ๆ กัน ตาม tense ที่ต่างกัน
- ไม่ให้ความสำคัญกับกาล/เวลาที่ต่างกัน
- รู้กาลเวลาโดยเดาจากปริบท หรือจากคำกำกับเวลา (ถ้ามี)
วิธีแปล
ผู้แปลควรอ่านประโยคภาษาอังกฤษเพื่อทำความเข้าใจความหมายของ tense
ในแง่ของกาล/เวลา ดูว่าประโยคนั้นใช้ tense อะไร
แล้วจึงแปลถ่ายทอดเป็นภาษาไทยให้ตรงกับลักษณะกาล/เวลา ที่นิยมใช้ในภาษาไทย
โดยอาจจะเติมคำเสริมกริยาต่าง ๆ หรือคำบอกเวลาที่เหมาะสมในภาษาไทย เช่น มาตลอด
ก่อน แล้ว จะ เพิ่ง เคย เป็นต้น ถ้าในประโยคภาษาอังกฤษนั้นมีกริยาหลายตัวที่อยู่ใน
tense เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องใส่คำเสริมกริยาไปทุกที่
เพราะจะเป็นการซ้ำซ้อนซึ่งภาษาไทยไม่นิยม ดังตัวอย่างเช่น
เขากำลังจะโทรศัพท์ถึงเพื่อนของเขาและเพื่อนของเขากำลังจะมา
เขาทั้งสองกำลังจะไปทานข้าวนอกบ้านกัน
(ภาษาไทยไม่นิยม)
เช่นเดียวกันเมื่อแปลประโยคหรือข้อความที่เป็นเรื่องเล่า
ซึ่งใช้คำกริยาเป็นอดีตกาล
เวลาแปลภาษาไทยไม่นิยมใส่คำบอกกาล ได้ + กริยา อย่างพร่ำเพรื่อ
ตัวอย่างเช่น
เขาได้ไปโรงเรียน เขาได้มาถึงโรงเรียนทันเวลา
และเขาได้ทำความเคารพครูที่ยืนอยู่หน้าโรงเรียน
(ภาษาไทยไม่นิยม)
ตัวอย่างการแปลประโยคภาษาอังกฤษที่มี tense ต่าง
ๆ เป็นภาษาไทย
1. Have you finished your term paper?
ทำรายงานเสร็จแล้วหรือยัง
อธิบาย: แล้ว-ยัง คำบอกเวลาจากอดีตมาจนปัจจุบัน (present
perfect tense)
No, but I’ll finish it this evening.
ยังหรอก แต่จะทำให้เสร็จตอนเย็นนี้
อธิบาย: จะ....ตอนเย็นนี้ บอกกาลอนาคตแบบของไทย
2. Did you see a lot of friends at the party?
คุณพบเพื่อนหลายคนไหมที่งานเลี้ยง
อธิบาย: อดีต แต่ไม่จำเป็นต้องใส่คำเสริมบอกอดีต เช่น “ได้” ข้างหน้าคำกริยา
No, I didn’t. When I arrived there, some of them had already left.
ไม่ค่อยพบหรอก พอไปถึงที่งานปรากฏว่าเพื่อนหลายคนกลับไปก่อนแล้ว
อธิบาย: already = ก่อนแล้ว
และกริยาในประโยคก็แปลอย่างปกติ
3. Did you enjoy the party last night?
เมื่อคืนงานเลี้ยงสนุกไหม
อธิบาย: แปลคำบอกกาลก็เพียงพอแล้ว last night = เมื่อคืน
Yes, I did. It wasn’t like any other party that I have ever been to.
สนุกซิ ไม่เหมือนกับงานเลี้ยงก่อน ๆ ที่เคยไปเลย
อธิบาย: แปล present perfect จากอดีตจนถึงปัจจุบันโดยใช้คำบอกกาล
เคย....เลย
4. When I arrived at the office, the meeting was just beginning
เมื่อฉันไปถึงที่ทำงาน การประชุมกำลังเพิ่งเริ่มพอดี
อธิบาย: เราไม่แปล past tense ของกริยาว่าได้
+ v แปลว่า ไปถึง เท่านั้น just
แปลว่า เพิ่ง ใช้คำนี้กับเหตุการณ์ในอดีตก็ได้
continuous tense ในประโยคนี้ แปลตรงกับภาษาไทยว่า กำลัง + v
5. Talking to her wasn’t easy although I had known her for a long time.
(การ) คุยกับเธอนั้นไม่ใช่ของง่าย ทั้ง ๆ
ที่ฉันเคยรู้จักเธอมาก่อนแล้ว
อธิบาย: เหตุการณ์ในอดีต ไม่นิยมแปลว่า ได้ + v การแปลเพื่อแสดง past perfect
tense ใช้คำเสริมกริยา เคย...ก่อนแล้ว
6. By the time you read this letter, I will have already left home.
กว่าเธอจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันก็คงออกจากบ้านไปแล้ว
อธิบาย: เหตุการณ์ช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต สังเกตคำแปล กว่า...จะ
คง...แล้ว แล้ว
ใน
ที่นี้แปลว่า ทำอาการนั้นแล้ว ไม่ได้แปลว่า
อดีตหรือเวลาที่ล่วงเลยมาแล้ว
7. She explained that the problem of water was solved when she moved to this
area ten years ago.
เธอชี้แจงว่าปัญหาเรื่องน้ำแก้ไขไปก่อนที่เธอจะย้ายมาอยู่แถบนี้เมื่อ
10 ปีก่อน
อธิบาย: v. + ed ไม่จำเป็นต้องแปลว่า ได้ + v.
เสมอไป ในบางจุดอาจเติม “จะ” เพื่อให้เห็นช่วงเวลาก่อนหลังที่ห่างกัน 2 ช่วง แก้ไขไปก่อน...จะ
คำว่า “ก่อน” ที่อยู่ท้ายประโยค แปลจาก
ago
8. When I finally knew what was happening, I saw many police inside my
house.
ก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ผมก็เห็นตำรวจอยู่เต็มบ้าน
อธิบาย: เพื่อให้เห็นความแตกต่างของเวลา 2 ช่วง
ที่ใช้ past tense กับ past
continuous แปลเป็นภาษาไทย โดยใช้คำเสริมกริยา ก่อนจะ
9. She has been standing there, waiting for her son, for more than two hours.
เธอยืนอยู่ที่นั่นมาตลอด คอยลูกชายอยู่เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงแล้ว
อธิบาย: present perfect continuous tense แสดงโดยใช้คำเสริมบอกการทอดระยะของ
ช่วงเวลา ....มาตลอด....แล้ว
10. I’ll be seeing him tomorrow at the office.
ผมนัดกับเขาไว้ว่าจะเจอกันพรุ่งนี้ที่ที่ทำงาน
อธิบาย: ประโยคที่ใช้ future continuous tense แสดงว่า มีการตกลงกันไว้แล้ว จะแปลต่างจากประโยคที่ว่า “I’ll see
him” ผมจะไปพบเขา ซึ่งใช้ future tense ธรรมดา
ที่แสดงถึงอนาคตกาลเท่านั้นเอง
แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยคต่อไปนี้และสังเกตความต่างกันในการเลือกแปล tense
1. My father doesn’t smoke.
2. Sunee usually sits at the back of the class, but today she’s sitting in the
front row.
3. I’m feeling tired.
4. You’re forgetting your manners, Sompong.
5. He has been working hard for the last two years.
6. You have drunk three cups of tea since I’ve been sitting here.
7. I think it’s going to rain.
8. As he had nothing to do, he went for a walk.
9. After Dang had taken the medicine, he felt better.
10. By the time the bus arrived, a lot of tourists had gone away to seek
shelter for the night.
II. จงแปลประโยคต่อไปนี้และสังเกตความต่างกันในการเลือกแปล tense
1. By the time I get to Phoenix, she’ll be sleeping.
2. Since I’ve been sitting in this room, they have quarrelled with each other
for half an hour.
3. My brother usually gets up late, but today he has already gone out.
4. When I last saw the evening paper, it was lying on the sofa.
5. By a week from today, I should have finished all my assignments.
6. The manager will be seeing you tomorrow at his office.
7. When I arrived at the office, my secretary was just beginning to type the
report.
8. Please be here by three o’clock in the afternoon.
9. Lately, more and more people are becoming aware of the danger of toxic
chemicals.
10. Now that Somsak has met Siree, he seldom thinks of his late wife.
การแปลคำเชื่อมและสรรพนามต่าง ๆ
ปัญหาหนึ่งที่ผู้แปลประสบเมื่ออ่านข้อความที่ติดต่อกันหลายประโยค
คือ เกิดความสับสน ไม่ทราบว่าเรื่องราวและใจความเชื่อมโยงกันอย่างไร
ส่วนใดเป็นประธาน ส่วนใดเป็นกริยาหลัก และส่วนใดเป็นส่วนขยาย
โดยปกติแล้วประโยคที่ยาวและซับซ้อนจะมีคำเชื่อม (connectives) หรือคำโยงความ (discourse markers) ต่าง ๆ เช่น because,
though, however เป็นต้น
ทำหน้าที่เชื่อมโยงความแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน
คำเชื่อมเหล่านี้นอกจากจะทำหน้าที่เชื่อมข้อความตามโครงสร้างแล้วแต่ละคำยังมีความหมายเฉพาะอีกด้วย
ซึ่งในการแปลถ้าผู้แปลสามารถจับความหมายของคำเชื่อมเหล่านี้ได้จะทำให้แปลข้อความออกมาได้ถูกต้องชัดเจน
คำเชื่อมต่าง ๆแบ่งตามประเภทและหน้าที่ดังต่อไปนี้
Function
Connectives/Discourse Markers
เพื่อยกตัวอย่าง (example)กล่าวซ้ำใจความสำคัญ
(restatement)ให้คำอธิบาย (explanation) บอกเหตุ (cause)บอกเหตุบอกผล (cause &
effect)เปรียบเทียบในเชิงคล้ายคลึงกัน(comparison) เปรียบเทียบในลักษณะที่แตกต่าง(contrast )บอกวัตถุประสงค์(purpose)บอกความขัดแย้งกัน(concession)บอกเงื่อนไข,ข้อแม้(condition)บอกเวลา(time)บอกความเพิ่มเติม (addition)
for example, take the example of,for instance, another instance of,such as, an
example of, as forin other words, that is to sayin fact, as a matter of fact,
accordingbecause, since, asfor this reason, because of this,consequently, as a
resultsimilarly, likewise, in the same waybut, whereas, however, in contrast, conversely,
on the other hand that, so that, in order that, in order toalthough, though,
even though,the former......the latter even if, nevertheless, yetif, unless,
provided that, oncondition thatwhen, while, since, asmoreover, furthermore, and
วิธีแปล
อ่านข้อความหรือประโยคเพื่อให้เข้าใจความหมายต่าง ๆ
ก่อนจะลงมือแปลให้แบ่งข้อความนั้นเป็นตอน ๆ หรือแบ่งประโยคเป็นช่วงสั้น ๆ
และวิเคราะห์โครงสร้างของข้อความหรือประโยคว่าส่วนใดเป็นประธาน
ส่วนใดเป็นกริยาหลัก กรรมและส่วนขยาย
ตัวอย่าง
As a schoolboy / he chose to take the bus to school / instead of being driven
there in the family’s limousine. /Later, he won a King’s Scholarship / to study
engineering in the United States, / but halfway through that, / he decided to
give it up / and returned to Thailand / to study medicine instead. /
จะสังเกตว่า ข้อความนี้มีคำเชื่อมอยู่ 5 คำด้วยกัน
คือ as ที่ทำหน้าที่บอกเวลา but, instead และ instead of ทำหน้าที่บอกความแย้ง และ and
ทำหน้าที่บอกความเพิ่มเติม ส่วนเครื่องหมาย /
แบ่งช่วงข้อความที่จะแปล
คำแปล
เมื่อเป็นเด็กนักเรียน เขาเลือกที่จะนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนแทนที่จะนั่งรถที่บ้านไป
ต่อมาเขาได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ยังประเทศสหรัฐอเมริกา
แต่เมื่อเรียนไปได้ครึ่งทาง เขาตัดสินใจยกเลิก
และกลับมาเมืองไทยเพื่อเรียนแพทย์แทน
ตัวอย่าง
If you want to change the world, change the man in the mirror.
ถ้าเธอต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลกละก็ จงเปลี่ยนคนที่คุณเห็นในกระจก
I hear you are enjoying your new job; on the contrary, I think it’s dull.
ฉันได้ยินว่าคุณสนุกกับงานใหม่ของคุณ
ตรงกันข้ามทีเดียวฉันคิดว่าน่าเบื่อ
You can add the fluid to the powder or; conversely, the powder to the fluid.
คุณสามารถเติมของเหลวไปในแป้งหรือกลับกันเติมแป้งไปในของเหลวก็ได้
แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยคที่มีคำเชื่อมต่อไปนี้ให้เหมาะสมกับเนื้อความในปริบท
1. The rector was quite upset with the students’ conduct. Many faculty members
were similarly annoyed.
2. She preferred touring the city whereas he preferred going out to the
country.
3.Though I have full confidence in John, I hesitate to put him in charge.
4. We’ll have enough drinks provided that no unexpected friends drop in.
5. The student studied very hard, yet he failed the course.
6. Since Jane can’t answer the question, perhaps we’d better ask someone else.
7. The life of Mahatma Gandhi is an example of what a man of character can do.
8. According to Dr. Smith, the cause of Tom’s death was drowning.
9. He was so lovesick that he was not able to eat or sleep.
10.I will accompany you unless the situation changes.
II. จงแปลอนุเฉทต่อไปนี้ และแปลคำเชื่อมโยงความให้เหมาะสม
1. Buddhists have various ways of showing their faith in the Lord Buddha. For
this reason, many people gather in order to present flowers to the monks at Wat
Phra Buddhabat on Buddhist Lent.
2. Since boats were an important means of transportation in Thailand in the old
days, each locality invented different kinds of boat, such as the Sampan, the
‘Khem,’ the Rowing boat, etc. Nowadays, boats are rarely seen because of a
change in transportation from water travel to road travel.
การแปลคำสรรพนาม
สรรพนามเหล่านี้ คือ สรรพนามที่ไม่เจาะจง หรือ Indefinite
pronouns เช่น one, some, someone, somebody, everyone,
everybody, other, others, another เป็นต้น
ผู้แปลจะพบว่าสรรพนามเหล่านี้มักจะก่อปัญหาเสมอในการแปล เพราะว่าสรรพนามเหล่านี้
ไม่มีความหมายตายตัวให้จดจำได้ ความหมายของคำสรรพนามเหล่านี้ขึ้นอยู่กับปริบท
นอกจากนี้คำจำพวก Relative pronouns เช่น who,
what, where, which ก็เช่นกัน ผู้แปลควรระวังว่า
คำเหล่านี้ไม่ใช่คำถาม (question words) และไม่ควรแปลออกมาในลักษณะคำถามเสมอไป
วิธีแปล
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า สรรพนามที่ไม่เจาะจงและคำสรรพนามจำพวก Relative
pronouns ไม่มีความหมายตายตัว แต่ความหมายจะขึ้นอยู่กับปริบท
ดังนั้น
เมื่อจะแปลจึงต้องพิจารณาปริบทและแปลคำสรรพนามเหล่านี้ไปตามปริบทโดยปรับเปลี่ยนความหมายไปตามข้อความใกล้เคียง
ตัวอย่างการแปลสรรพนามไม่เจาะจง (Indefinite pronouns)
1. Treat others as you treat yourself.
จงปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนกับที่คุณปฏิบัติต่อตนเอง
2. Sometimes when life is troublesome, you need comfort from one who loves you.
บางครั้งเมื่อชีวิตลำบากเดือดร้อน คุณต้องการการปลอบโยนจากใครสักคนที่รักคุณ
3. Whoever comes first is the one who will receive the prize.
ใครก็ตามที่มาถึงเป็นคนแรกจะเป็นผู้ที่ได้รับรางวัล
4. One has my hand, the other has my heart.
คนหนึ่งเป็นพันธะอีกคนหนึ่งเป็นดวงใจ
จะสังเกตว่า คำสรรพนาม one, others และ the
other ในประโยคตัวอย่างนี้จะแปลแตกต่างกันออกไปตามปริบท
ตัวอย่างการแปล Relative pronouns
1. What I appreciate most in your country is the easy-going character of the
people.
สิ่งที่ผมชื่นชมมากที่สุดในบ้านเมืองของคุณ คือ บุคลิกง่าย ๆ
ตามสบายของผู้คน
2. What you have written is not suitable for publication.
สิ่งที่คุณเขียนไม่เหมาะที่จะตีพิมพ์
3. A person who is selfish will have no friend.
คนที่เห็นแก่ตัวจะไม่มีเพื่อน
จะสังเกตว่าคำสรรพนามเหล่านี้แม้จะมีรูปเหมือนคำถาม what (อะไร) who (ใคร) แต่เวลาแปลก็ไม่ได้แปลออกมาแบบคำถาม
แบบฝึกหัด
I.จงแปลประโยคที่มี Indefinite pronouns และ Relative
pronouns ต่อไปนี้ให้เป็นประโยคภาษาไทยที่เหมาะสม
1. May I have some more paper?
Take some of mine.
2. One of these days, you will know.
3. There’s somebody at the door.
4. You’re absolutely sure nothing was missing?
5. I didn’t hear what he said because there was too much noise where I was
sitting.
6. The principal and the parents probably do not blame anyone for the accident.
7. If one does not work hard, one cannot expect to succeed.
8. Since nobody is perfect, nobody should speak ill of anybody.
9. What I can’t stand is a young girl acting older than her age.
10. Thanee has been looking for someone to love, but he has not found anyone.
II. จงแปลประโยคที่มี Indefinite pronouns และ
Relative pronouns ต่อไปนี้ให้เป็นประโยคภาษาไทยที่เหมาะสม
1. Another popular hobby, especially among the elderly, is to keep pets.
2. Suda did not know what to say to those children.
3. A person who feels happy will look happy too.
4. Naturally, one wanted only the best for one’s children.
5. Everything looks impossible to people who never try anything.
6. As far as I know, nothing serious ever happens.
7. Peace is not God’s gift to his creatures. It is our gift to each other.
8. In his books, Stephen Hawking tells us why we are what we are.
9. The world would be a better place if everybody wanted to make peace.
10. In the old days, promotions were given to people who always agreed with
their bosses
บทที่ 7 การแปลคำเชื่อมและสรรพนามต่าง ๆ
การแปลประโยคที่ขึ้นต้นด้วยสรรพนาม “it”
ในภาษาไทยเรามักจะแปล “it” ว่า “มัน” ในกรณีที่เราหมายถึงสัตว์หรือเด็กเล็ก ๆ เช่น
My cat is in the mat. It has blue eyes.
แมวฉันนั่งอยู่บนเสื่อ มันมีนัยน์ตาสีฟ้า
แต่เราจะไม่นิยมแปล “it” ว่า “มัน” พร่ำเพรื่อเพราะจะฟังดูไม่เป็นภาษาไทย การละสรรพนามไว้ในฐานที่เข้าใจเป็นลักษณะหนึ่งของภาษาไทย
ดังตัวอย่างเช่น
My car is an old car. It runs very slowly.
รถของฉันเก่า วิ่งช้า (แปลโดยละสรรพนาม)
คำสรรพนาม “it” ที่ก่อให้เปิดปัญหาในการแปลนี้
เป็น Impersonal pronoun ที่ ไม่ได้แทนคนหรือสัตว์ ขอให้สังเกตการแปลประโยคที่ขึ้นต้นด้วย
Impersonal pronoun “it” ดังต่อไปนี้
It was afternoon…
ในตอนบ่าย
It was evening…
ค่ำแล้ว
Oh! It’s beautiful.
แหม! สวยจังเลย
การแปลคำเชื่อมและสรรพนามต่าง ๆ
วิธีแปล
ผู้แปลจะเห็นได้ว่าประโยคที่มีใจความเกี่ยวกับเวลาก็ดี แสดงอารมณ์ความ
รู้สึกก็ดี หรือบอกราคาก็ดี มักจะขึ้นต้นประโยคด้วยประธานที่ไร้ความหมาย (dummy
subject) “it”
ในประโยคลักษณะนี้เราไม่นิยมแปลสรรพนาม “it” ว่า
“มัน” หลักในการแปลประโยคที่ขึ้นต้นด้วย
“it” คือ ไม่ต้องแปล “it” ให้แปลประโยคไปเลย
ดังตัวอย่างต่อไปนี้
It’s just that I don’t want to lose you this way.
เพียงแต่ว่าฉันไม่อยากจะสูญเสียเธอไปแบบนี้
It’s impossible to get there, it’s just that it’s rather late to start now.
จะไปที่นั่นก็ย่อมได้
เพียงแต่ว่าค่อนข้างดึกไปหน่อยที่จะออกเดินทางตอนนี้
It was simply you that I was dreaming of.
มีเพียงคุณเท่านั้นที่ฉันฝันหา
It is very expensive; it costs almost 700 baht per kilo.
แพงมาก กิโลละเกือบ 700 บาท
แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยคซึ่งมีสรรพนามให้ได้ใจความ
1. It was a long hot summer.
2. It’s fourteen years since I saw him.
3. It costs me only 20 baht.
4. It is easier to talk about a problem than it is to solve it.
5. How long is it since you had a raise in salary?
6. It is unlikely that the results of the elections will be made public before
tomorrow morning.
7. It would have been a perfect paper except for one misspelled word.
8. It has been raining every day. The rivers have overflowed their banks.
9. It is a well-known fact that deforestation will cause soil erosion and
flooding.
10. It is extremely important for an engineer to know how to use a computer.
II. จงแปลประโยคซึ่งมีสรรพนามให้ได้ใจความ
1. It may be concluded that at least sixteen schools have adopted these
plans.
2. It is very cold in the hills of northern Thailand.
3. Take it easy and everything will be all right.
4. It’s hot today. What’s the temperature?
5. It was said that he was jealous of her.
6. It was annoying not being able to remember his address.
7. It is not necessary to be rich to be happy.
8. It was suspected that our computer program had a virus.
9. I think it’s a good idea to go swimming.
10. It looks gloomy when all the trees are leafless.
การแปลคำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัย
ถ้าเปิดพจนานุกรมภาษาอังกฤษดูจะพบว่าคำศัพท์ส่วนใหญ่จะมีหลายความหมาย
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าคำศัพท์แต่ละคำอาจมีความหมายได้หลายนัย
โดยความหมายจะแตกต่างกันไปตามปริบท ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้เกิดปัญหาในการแปล
ถ้าผู้แปลไม่พิจารณาดูปริบทให้ดีก็อาจเกิดการแปลผิดพลาดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น
1. The photos of our holiday in Hua Hin haven’t been developed yet.
มีผู้แปลว่า: รูปถ่ายตอนไปเที่ยวหัวหินของเรายังไม่เปลี่ยนแปลงเลย
ควรแปลว่า: รูปถ่ายตอนไปเที่ยวหัวหินของเรายังไม่ได้เอาไปล้างเลย
จากตัวอย่างข้างบนจะเห็นว่าผู้แปลไม่เข้าใจนัยความหมายอื่น ๆ
ของศัพท์
คำว่า “develop” แปลไปตามความเคยชินว่า พัฒนา
เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้พิจารณา
ปริบทให้ดีว่าเกี่ยวกับเรื่องของการถ่ายรูป ดังนั้น “develop”
จึงควรแปลว่า ล้างรูป
2. She lost her will to live after her close friend’s death.
มีผู้แปลว่า: เธอทำพินัยกรรมหายหลังจากเพื่อนสนิทตาย
ควรแปลว่า: เธอหมดหวังที่จะมีชีวิตอยู่หลังจากที่เพื่อนสนิทของเธอเสียชีวิต
ประโยคนี้ผู้แปลแปลผิดเพราะไปฝังใจว่า will ซึ่งเป็นคำนามแปลว่า
พินัย-กรรม แต่ความจริงความหมายอื่นของ will คือ
ความมุ่งมั่น หรือ ความตั้งใจ ดังเช่นในปริบทนี้
วิธีแปล
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า คำศัพท์แต่ละคำมีความหมายได้หลายนัย ดังนั้น
ผู้แปลควรพิจารณาดูเนื้อความหรือปริบทของประโยคหรือข้อความที่จะแปลอย่างรอบคอบระมัดระวัง
อย่าไปยึดติดอยู่กับความคุ้นเคยและแปลไปอย่างที่เคยแปลซึ่งจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาได้
เมื่อใดก็ตามที่เกิดความไม่แน่ใจในเรื่องความหมายก็ขอให้ผู้แปลตรวจสอบจากพจนานุกรมทุกครั้งไป
เพราะคำที่มีปัญหาแปลออกมาแล้วความหมายดูแปลก ๆ
อาจจะเป็นคำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัยได้
ตัวอย่างคำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัย
1. blue (adj.)
1.1 เศร้า / เสียใจ
I always feel blue when the sun sets.
ฉันมักจะรู้สึกเศร้าเมื่อยามพระอาทิตย์ตก
1.2 เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ
Some say Thai jokes are a bit blue.
บางคนกล่าวว่าเรื่องตลกแบบไทย ๆ มักจะเกี่ยวกับเรื่องเพศ
1.3 ดนตรีประเภทหนึ่ง (noun - เป็นรูปพหูพจน์เสมอ)
I like the blues.
ฉันชอบเพลงบลู
1.4 อย่างไม่คาดฝัน (สำนวน out of the blue)
He arrived completely out of the blue.
เขามาโดย (ที่เรา) ไม่คาดฝันเลย
2. body (n.)
2.1 ส่วนลำตัว / ตัวถังของเรือบิน / รถยนต์
The Boeing 747 has a wide body.
เครื่องบินโบอิง 747 มีลำตัวกว้าง
2.2 ซากศพ
Several bodies from the wrecked ship were washed ashore.
ซากศพหลายศพจากเรือแตกถูกพัดมาเกยฝั่ง
2.3 เนื้อหาส่วนที่สำคัญ
A piece of news has a lead and a body.
ข่าวชิ้นหนึ่งประกอบด้วยบทนำข่าวกับเนื้อข่าว
1.4 ร่างกาย
We wear clothes to keep our bodies warm.
เขาสวมใส่เสื้อผ้าเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น
3. confidence (n.)
3.1 ความเชื่อมั่นในความสามารถ
He lacks confidence in himself when he appears in public.
เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเองเมื่อปรากฎตัวในที่สาธารณะ
3.2 ความศรัทธา ความไว้วางใจ ความไว้ใจในคนอื่นหรือสิ่งอื่น
They have no confidence in the computer system.
เขาไม่มีความไว้วางใจระบบคอมพิวเตอร์
3.3 ความลับ
The girl exchanged confidences about their boyfriends.
เด็กผู้หญิงแลกความลับเรื่องแฟน ๆ ของเธอ
3.4 บอกความลับ
He took her into his confidence and told her the whole truth.
เขาบอกความลับและความจริงทั้งหมดให้เธอทราบ
4. critical (adj.)
4.1 สำคัญมาก
This was a critical moment in his career.
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากในอาชีพของเขา
4.2 สาหัส / อันตราย
He was taken to hospital because his condition was critical.
เขาถูกนำส่งโรงพยาบาลเพราะอาการสาหัส
4.3 แสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรง
He was highly critical of the government’s policy.
เขาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลอย่างรุนแรง
5. deliver (v.)
5.1 ส่ง
The postman delivers letters everyday.
บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายทุกวัน
5.2 บรรยาย / ปราศรัย
He delivered an interesting lecture on Thai history at the seminar.
เขาบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์ไทยในสัมมนา
5.3 ช่วยทำคลอด
The co-pilot and the steward delivered a baby girl in mid-flight.
ผู้ช่วยกัปตันและพนักงานต้อนรับชายช่วยทำคลอดทารกเพศหญิงในระหว่าง
เที่ยวบิน
6. a. fair (adj.)
6.1 ยุติธรรม
You must be fair to both sides.
คุณต้องยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย
6.2 ดีพอใช้
His knowledge of English language is fair.
ความรู้ภาษาอังกฤษของเขาพอใช้ได้
6.3 ผิวขาว/ผิวสีอ่อน
Unprotected fair skin gets sunburned quickly.
ผิวขาวที่ไม่ได้ปกป้องถูกแดดเผาง่าย
b. fair (n.)
6.4 การแสดงสินค้า
I bought many books at the Chula book fair.
ฉันซื้อหนังสือหลายเล่มจากงานหนังสือจุฬาฯ
6.5 งานออกร้าน
The Thai Red Cross fair is usually held in January.
งานกาชาดมักจะจัดในเดือนมกราคม
7. figure (n.)
7.1 ตัวเลข
Her income is in six figures.
รายได้ของเธอเป็นตัวเลขหกหลัก
7.2 จำนวน
According to the research, there are high unemployment figures.
จากผลการวิจัย มีจำนวนคนตกงานสูง
7.3 รูปร่าง
She is doing exercises to improve her figure.
เธอออกกำลังกายเพื่อทำให้รูปร่างดีขึ้น
7.4 บุคคลสำคัญในแขนงใดแขนงหนึ่ง
The late President Yitzak Rabin was one of the leading political figures
of
this country.
อดีตประธานาธิบดี ยิทซัค ราบิน ผู้ล่วงลับเป็นบุคคลสำคัญทางการเมือง
คนหนึ่งในประเทศนี้
8. host (n.)
8.1 เจ้าภาพ
Since his father was still abroad, he acted as host at the dinner party.
เพราะว่าพ่อของเขายังอยู่ต่างประเทศ
เขาก็เลยต้องเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารเย็น
8.2 พิธีกรรายการวิทยุ, โทรทัศน์
Jack is a famous talk show host.
แจ็คเป็นพิธีกรรายการพูดที่มีชื่อเสียง
8.3 ประเทศเจ้าภาพ
Thailand was the host country for the World Bank meeting in 1991.
ประเทศไทยเป็นประเทศเจ้าภาพในการประชุมธนาคารโลกในปี ค.ศ. 1991
9. ill (adj.)
9.1 ป่วย
David was ill when he returned from upcountry.
เดวิดป่วยเมื่อเขากลับมาจากต่างจังหวัด
เมื่อใช้ในความหมายอื่นๆ นอกจากป่วย
9.2 There’s a lot of ill feeling (= jealousy, anger, etc.) about her being
promoted.
มีการอิจฉาริษยาเกี่ยวกับเรื่องที่เธอได้เลื่อนตำแหน่ง
9.3 If a black cat crosses your path, it’s considered ill omen.
ถ้าแมวดำวิ่งตัดหน้าไปถือว่าเป็นลางร้าย (โชคร้าย)
10. man (n.)
10.1 คน (ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย)
Any man could do that.
ใคร ๆ ก็ทำได้
1.2 มนุษย์ / มนุษยชาติ
Man is mortal.
มนุษย์ไม่เป็นอมตะ (มนุษย์ทุกคนต้องตาย)
1.3 ผู้ชาย
She behaves like a man.
เธอประพฤติตัวราวกับผู้ชาย
1.4 สามี
They are man and wife.
เขาเป็นสามีภรรยากัน
11. operation (n.)
11.1 ปฏิบัติการ
U.S. soldiers performed important military operations in Bosnia.
ทหารสหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารครั้งสำคัญที่บอสเนีย
11.2 การผ่าตัด
The surgeon is performing a minor operation on her hand.
ศัลยแพทย์กำลังผ่าตัดเล็กที่มือของเธอ
11.3 สำนวน in (into) operation หมายถึง
กำลังดำเนินการ หรือ กำลังใช้
When does the new traffic law come into operation?
เมื่อไหร่กฎหมายจราจรจะออกใช้
12. to run (v.)
12.1 รับผิดชอบ / ดูแล / จัดการ
She runs the household.
เธอดูแลบ้าน
12.2 เลื้อย
The vine runs over the porch.
เถาองุ่นเลื้อยไปตามระเบียง
12.3 กำลังทำงาน
The engine is running.
เครื่องจักรกำลังทำงาน
12.4 ไหล
Tears were running his face.
น้ำตาไหลอาบหน้าเขา
12.5 สี (ตก) ของเหลว (ละลาย) เพราะความร้อนหรือน้ำ
If a dye is nonfast, the colour will run when the material is washed.
ถ้าสีย้อมไม่ติด เมื่อนำไปซักสีก็จะตก
13. sentence (n.)
13.1 ประโยค
The structure of this sentence is awkward.
โครงสร้างของประโยคนี้พิกล
13.2 การตัดสินลงโทษ
The sentence was three years in prison and a fine of 100,000 baht.
การตัดสินลงโทษ คือ จำคุก 3 ปี
และปรับเป็นเงิน 1 แสนบาท
14. subject (n.)
14.1 หัวข้อ
He tried to change the subject of the conversation from politics to sport.
เขาพยายามเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาจากเรื่องการเมืองเป็นกีฬา
14.2 วิชา
Chemistry is my favorite subject
เคมีเป็นวิชาที่ฉันชอบมาก
14.3 พลเมืองของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
He denied that he is a British subject.
เขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นพลเมืองอังกฤษ
15. table (n.)
15.1 ตาราง
The figures in the table show the decrease in this year’s profits.
ตัวเลขในตารางแสดงให้เห็นผลกำไรที่ลดลง
15.2 สารบัญ
The table of contents shows the different parts into which the book is divided.
สารบัญจะแสดงถึงส่วนต่าง ๆ ตามที่หนังสือแบ่งไว้
15.3 สำนวน under the table (of money) เงินสินบน
เงินใต้โต๊ะ
They offered me one million under the table if I would vote against the
government’s plans.
เขาติดสินบนฉันเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาท
ถ้าฉันออกเสียงคัดค้านแผนการของรัฐบาล
timetable (n.) = ตารางเวลาเข้า/ออก ของรถ/รถไฟ/เครื่องบิน (British
English)
= ตารางสอน (American English)
แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยคต่อไปนี้ให้ได้ใจความ
1. The death sentence has been abolished in many countries and replaced by a
life sentence.
2. Many countries have joined in the famine relief operation in Africa.
3. She underwent a major heart operation.
4. His Majesty the King always cares for his subjects.
5. She wrote a book on the subject of cooking.
6. My sister is forty now, but she has kept her figure.
7. Please write the number both in words and in figures.
8. We exchanged confidences and I promised to keep each other’s secrets
forever.
9. He had no confidence in anyone around him.
10. Will you deliver these goods for me at home?
11. President Clinton delivered an emotional speech at the funeral of the
late
President Rabin.
12. The baby had to be delivered by caesarian operation.
13. She felt blue after giving birth to the baby.
14. His illness is rather critical.
15. She was fair and blue-eyed.
II. จงแปลประโยคต่อไปนี้ให้ได้ใจความ
1. Look for the information in the table of contents.
2. Drinks were being prepared by the host.
3. His host country had supplied him with a place to live for a week.
4. She said she did not want to go out with a man who had such ill
manners.
5. Somsri has been ill for a couple of days.
6. There’s a lot of ill feeling between father and son.
7. The sewing machine won’t run properly.
8. The tears ran down her cheeks.
9. If you have a bad cold, your nose runs.
10. He hopes his son will run the business successfully.
11. All men must die.
12. Nelson’s body was brought back to England for burial.
13. The bodies of most animals are covered with hair or fur.
14. Man is said to be able to live without food for seven days.
15. Men are weak, but men are also strong.
วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
เทคนิคการแปล2
คำกริยาคู่
1. The firemen successfully put out the fire.
คำว่า “put out” เป็น phrasal verb ที่เกิดจากกริยา put + out เมื่อมาใช้ คู่กันจะเกิดความหมายใหม่ขึ้นมา แปลว่า ดับไฟ (to extinguish)
ประโยคนี้ควรแปลว่า: พนักงานดับเพลิงดับไฟสำเร็จ
2. We can look up the meaning of words in the dictionary.
คำว่า “look up” เป็น phrasal verb ที่มีความหมายว่า ค้นหา
ประโยคนี้ควรแปลว่า: เราค้นหาความหมายของคำได้จากพจนานุกรม
สุภาษิต คำพังเพย และสำนวนต่าง ๆ
การแปลสำนวนเป็นเรื่องยาก ผู้แปลต้องตีความหมายของสำนวนนั้นให้ได้ แล้วจึงหาคำแปลที่มีความหมายเทียบเคียงกันมาแปล การแปลไปตามรูปคำผู้อ่านจะไม่ เข้าใจเพราะไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และการดำรงชีวิตของเจ้าของภาษา จึงไม่ทราบภูมิหลังของสุภาษิตและคำพังเพยนั้น
1. Carrying coals to Newcastle.
ถ้าแปลคำพังเพยนี้ว่า เอาถ่านหินไปนิวคาสเซิล ผู้อ่านที่เป็นคนไทยจะไม่เข้าใจความหมาย แต่ถ้าแปลเทียบเคียงกับคำพังเพยไทยที่ว่า เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน ผู้อ่านที่เป็นคนไทยจะเข้าใจมากกว่า
2. Yesterday he worked hard, so he slept like a log.
ถ้าแปลประโยคนี้ว่า เมื่อวานนี้เขาทำงานหนัก เขาจึงนอนหลับเป็นตาย ผู้อ่านคนไทยจะเข้าใจและมองเห็นภาพกว่า เมื่อแปลว่า เขาจึงนอนหลับเหมือนซุง
บทที่ 4 การแปลประโยคกรรม (Passive voice)
การแปลประโยคกรรม (Passive voice)
ประโยคกรรมในภาษาอังกฤษ หมายถึง ประโยคที่ประธานของประโยค เป็นผู้รับผลที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่น
เดวิด คริสตัล (David Crystal, 1980: 259) ได้ให้นิยาม Passive voice ไว้ดังนี้
a term used in the grammatical analysis of voice, referring to a
sentence, clause or verb form where the grammatical subject is
typically the recipient or ‘goal’ of the action denoted by
the verb . . .
โครงสร้างหลักของประโยคกรรมในภาษาอังกฤษ คือ
รูปประโยคกรรมในภาษาอังกฤษมี 2 ชนิด คือ
1. ประโยคกรรมชนิดไม่มีตัวการ (ผู้กระทำ) ปรากฏอยู่ในประโยค (Non-agentive or agentless passives)
The shop was burned down.
2. ประโยคกรรมชนิดมีตัวการ (ผู้กระทำ) ปรากฏอยู่ในประโยค (Agentive passives)
The letter was written by a boy.
ในภาษาไทย พระยาอุปกิตศิลปสาร (2499: 29) ได้กล่าวถึงประโยคกรรมไว้ว่า ประโยคกรรมเป็นประโยคที่มีกรรมวาจก (ผู้ถูกกระทำ) อยู่ต้นประโยค ดังเช่น
เขาโดนพ่อตี
เขาถูกครูบังคับให้อ่านหนังสือ
วัดนี้สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา
ขนมนี้กินอร่อยดี
ในบทความเรื่อง “ประโยคกรรมในภาษาไทยเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลง” ธัญญรัตน์ ปาณะกุล (2537: 17) กล่าวว่า ประโยคกรรมในภาษาไทยโดยทั่วไปมี 5 รูป ดังต่อไปนี้
1. ประโยคกรรม “ถูก” เช่น เขาถูกแม่ตี
2. ประโยคกรรม “ได้รับ” เช่น เขาได้รับเชิญไปงานเลี้ยง
3. ประโยคกรรมเป็นกลาง เช่น สะพานนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2523
4. ประโยคกรรมเน้นความ เช่น ตามี ผู้ใหญ่บ้านของเราเสือกินเสียแล้ว
5. ประโยคกรรมตัวการปรากฏ เช่น เพลงนี้ร้องโดยสันติ
วิธีแปล
ในการแปลประโยคกรรมจากภาษาอังกฤษเป็นไทยนั้น ผู้แปลจะต้องพิจารณาปริบท (context) ในภาษาอังกฤษอย่างรอบคอบ เพื่อดูความหมายที่แฝงอยู่ ถ้าปริบทเป็นประสบการณ์ในเชิงลบ หรือความหมายในทางไม่ดี เวลาแปลก็ให้ใช้ประโยคกรรมแบบที่ 1 คือ ประโยคกรรมถูก ถ้าปริบทเป็นประสบการณ์อันน่าพึงพอใจ หรือบ่งบอกถึงสถานการณ์อันน่ายินดี ก็ให้ใช้ประโยคกรรมได้รับ หรือประโยคกรรมแบบที่ 2 หากปริบทบ่งบอกว่าประธานเป็นเพียงผู้รับผลการกระทำจากใครคนใดคนหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ให้ใช้ประโยคกรรมแบบที่ 3 ซึ่งมีนัยความหมายเป็นกลาง ประโยคกรรมมีนัยความหมายเป็นกลางจะทำหน้าที่บอกกล่าว เล่าเรื่องหรือรายงานเหตุการณ์ สถานการณ์
จากประสบการณ์ในการสอนแปลของผู้เขียน และจากการตรวจงานแปลของนักศึกษาตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษที่ว่า
Grandpa Mee, the head of our village, was eaten up by a tiger.
นักศึกษามักจะแปลโดยมีคำว่า “ถูก” อยู่ในประโยค เช่น
ตามี ผู้ใหญ่บ้านของเรา ถูกเสือกินเสียแล้ว
มากกว่าที่จะแปลเป็นประโยคกรรมเน้นความในแบบที่ 4 ว่า
ตามี ผู้ใหญ่บ้านของเรา เสือกินเสียแล้ว
ส่วนประโยคตัวอย่างนี้
This song was sung by Santi.
นักศึกษามักแปลว่า
เพลงนี้ร้องโดยสันติ
การแปลแบบนี้เป็นการแปลตามโครงสร้างภาษาอังกฤษโดยไม่มีทั้งคำว่า ‘ถูก’ หรือ ‘โดน’ หรือ ‘ได้รับ’ และมีตัวการหรือผู้กระทำตามหลังคำว่า ‘โดย’ ซึ่งก็เป็นการแปลที่ได้ใจความ
จากข้อแนะนำวิธีการแปลประโยคกรรมที่ให้ไว้ข้างต้น ลองดูตัวอย่างการแปลประโยคกรรมแบบต่าง ๆ ดังนี้
ประโยคกรรมนัยความหมายไม่ดี
1. The police station at Mukdaharn was attacked by a group of terrorists on Sunday.
สถานีตำรวจที่มุกดาหารถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายโจมตีเมื่อวันอาทิตย์
2. The students were punished for cutting class.
นักเรียนถูกทำโทษ เพราะโดดเรียน
3. Birds and many harmless creatures were destroyed by the overuse of insecticides.
นกและสัตว์ที่ไม่มีพิษภัยหลายชนิดถูกทำลายด้วยการใช้ยาฆ่าแมลงที่เกินขนาด
4. That man was fined for throwing cigarettes on the floor.
ผู้ชายคนนั้นถูกปรับฐานโยนบุหรี่ลงบนพื้น
5. The thief was forced against the wall, hands above his head.
ขโมยถูกบังคับให้หันหน้าเข้ากำแพงและยกมือไว้เหนือศีรษะ
ประโยคกรรมนัยความหมายดี
1. He was appointed the chairman of the company.
เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานบริษัท
2. He was invited to a party.
เขาได้รับเชิญไปงานเลี้ยง
3. Mr. Krisada Arunwongse was elected the new Bangkok Governor.
นายกฤษฎา อรุณวงษ์ ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่
4. Thai hotels are praised all over the world for their excellent service.
โรงแรมไทยได้รับยกย่องไปทั่วโลกด้วยการให้บริการชั้นยอดเยี่ยม
5. Any Thai boxer who gets an Olympic medal will be rewarded
with a huge sum of money.
นักชกชาวไทยคนไหนก็ตามที่ได้เหรียญโอลิมปิกจะได้รับรางวัลเป็นเงิน
ก้อนใหญ่
ประโยคกรรมนัยความหมายเป็นกลาง
1. This building has been well designed to conserve energy.
ตึกนี้ออกแบบมาเป็นอย่างดีให้ประหยัดพลังงาน
2. Pancakes should be eaten warm from the pan.
แพนเค้กควรรับประทานร้อน ๆ จากกระทะ
3. Ramkhamhaeng University was founded in 1971.
มหาวิทยาลัยรามคำแหงก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1971
4. Dictionaries were located on a shelf in the back of the room.
พจนานุกรม อยู่บนชั้นหลังห้อง
5. This fine bread is made from a special wheat flour.
ขนมปังแสนอร่อยนี้ทำจากแป้งสาลีชนิดพิเศษ
บทที่ 5 การแปลประโยคกรรม (Passive voice)
การแปลประโยคกรรมลดรูป
ประโยคบางประโยคเป็นประโยคกรรมที่ละ verb to be ไว้ในฐานที่เข้าใจ คงมีแต่กริยาช่องที่ 3 หรือ past participle ประโยคลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้แปลที่ไม่มี ความรู้ในเรื่องโครงสร้างภาษาอังกฤษดีพอแปลผิด เพราะไปเข้าใจว่าเป็นคำกริยาที่อยู่ในรูป past tense เมื่อพบประโยคเช่นนี้วิธีการแปล คือ ให้ลองวิเคราะห์แยกแยะว่า กริยาตัวใดเป็น passive voice ลดรูป คือ ละ verb to be ไว้ ตัวอย่างเช่น
1. The name printed in red ink was very easy to find and read.
มาจากประโยค 2 ประโยคว่า
The name was printed in red ink. และ
The name was very easy to find and read.
เวลาที่รวมทั้งสองประโยคเข้าด้วยกัน จะพบว่าประธานซ้ำกันและ สามารถตัดประธานออกไปได้ 1 ตัว โดยแทนที่ด้วย Relative pronoun นั่นก็คือ ประโยคจะอยู่ในลักษณะของประโยคซับซ้อน (Complex Sentence)
The name that was printed in red ink was very easy to find and read.
จากประโยคนี้เราสามารถตัด (Relative pronoun) that และตัด verb to be ซึ่งอยู่ในรูป was ออกไปได้อีก ประโยคก็จะกลับมาเป็นประโยคชนิด simple ที่มี participle phrase ขยายนาม เมื่อวิเคราะห์ได้เช่นนี้ผู้แปลก็จะทราบว่า printed ในประโยคข้างบนคือ passive voice ที่ลดรูปนั่นเอง และสามารถแปลออกมาได้ตามนัยความหมายที่แฝงอยู่ โดยใช้วิธีการแปลประโยคกรรมที่กล่าวมาแล้ว ประโยคนี้จึงแปลว่า
ชื่อที่พิมพ์ด้วยหมึกแดงมองเห็นและอ่านได้ง่าย
2. The president, accompanied by his advisors, had arrived.
ประธานพร้อมด้วยบรรดาที่ปรึกษาได้มาถึง
3. Men trained in mathematics can be engineers.
คนที่ได้รับการฝึกฝนทางด้านคณิตศาสตร์สามารถเป็นวิศวกรได้
แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยค Passive voice เหล่านี้ให้สละสลวย
1. Cycling on the footpath is not allowed.
2. Applications must be submitted by 21 March at the latest.
3. Rain is expected in the late afternoon.
4. The less able candidates are sometimes elected to office.
5. No one is granted extra credit in this course.
6. Serm has been elected president of our youth club.
7. Freshly baked biscuits should be kept warm in the oven.
8. This dog can be trained to do so many things; he can even play dead.
9. Mr. Smith was chosen as boss of the year.
10. The boat was rocked by gigantic waves.
II. จงแปลประโยค Passive voice และ Passive voice ลดรูปให้ถูกต้องสละสลวย
1. Alcohol can be considered one of the most widely used drugs in the world apart from aspirin and penicillin.
2. After the show, the audience was given a guided tour of the hall.
3. When using this product, care must be taken to avoid all contact with the skin.
4. It is commonly believed that women are more emotional than men and also that they tend to be more timid and less physically aggressive.
5. Letters to the editor are welcomed, but not all can be acknowledged.
6. Hair is actually dead matter made up of the same keratin proteins found in fingernails.
7. The new project is for youth counselling carried out by Peace Corps volunteers.
8. Courses on psychological counselling are also provided by many universities.
9. Allergic reactions are frequently caused by microscopic mites found in dust particles.
10. Children should be taught a sense of civic responsibility at a young age.
1. The firemen successfully put out the fire.
คำว่า “put out” เป็น phrasal verb ที่เกิดจากกริยา put + out เมื่อมาใช้ คู่กันจะเกิดความหมายใหม่ขึ้นมา แปลว่า ดับไฟ (to extinguish)
ประโยคนี้ควรแปลว่า: พนักงานดับเพลิงดับไฟสำเร็จ
2. We can look up the meaning of words in the dictionary.
คำว่า “look up” เป็น phrasal verb ที่มีความหมายว่า ค้นหา
ประโยคนี้ควรแปลว่า: เราค้นหาความหมายของคำได้จากพจนานุกรม
สุภาษิต คำพังเพย และสำนวนต่าง ๆ
การแปลสำนวนเป็นเรื่องยาก ผู้แปลต้องตีความหมายของสำนวนนั้นให้ได้ แล้วจึงหาคำแปลที่มีความหมายเทียบเคียงกันมาแปล การแปลไปตามรูปคำผู้อ่านจะไม่ เข้าใจเพราะไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และการดำรงชีวิตของเจ้าของภาษา จึงไม่ทราบภูมิหลังของสุภาษิตและคำพังเพยนั้น
1. Carrying coals to Newcastle.
ถ้าแปลคำพังเพยนี้ว่า เอาถ่านหินไปนิวคาสเซิล ผู้อ่านที่เป็นคนไทยจะไม่เข้าใจความหมาย แต่ถ้าแปลเทียบเคียงกับคำพังเพยไทยที่ว่า เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน ผู้อ่านที่เป็นคนไทยจะเข้าใจมากกว่า
2. Yesterday he worked hard, so he slept like a log.
ถ้าแปลประโยคนี้ว่า เมื่อวานนี้เขาทำงานหนัก เขาจึงนอนหลับเป็นตาย ผู้อ่านคนไทยจะเข้าใจและมองเห็นภาพกว่า เมื่อแปลว่า เขาจึงนอนหลับเหมือนซุง
บทที่ 4 การแปลประโยคกรรม (Passive voice)
การแปลประโยคกรรม (Passive voice)
ประโยคกรรมในภาษาอังกฤษ หมายถึง ประโยคที่ประธานของประโยค เป็นผู้รับผลที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่น
เดวิด คริสตัล (David Crystal, 1980: 259) ได้ให้นิยาม Passive voice ไว้ดังนี้
a term used in the grammatical analysis of voice, referring to a
sentence, clause or verb form where the grammatical subject is
typically the recipient or ‘goal’ of the action denoted by
the verb . . .
โครงสร้างหลักของประโยคกรรมในภาษาอังกฤษ คือ
รูปประโยคกรรมในภาษาอังกฤษมี 2 ชนิด คือ
1. ประโยคกรรมชนิดไม่มีตัวการ (ผู้กระทำ) ปรากฏอยู่ในประโยค (Non-agentive or agentless passives)
The shop was burned down.
2. ประโยคกรรมชนิดมีตัวการ (ผู้กระทำ) ปรากฏอยู่ในประโยค (Agentive passives)
The letter was written by a boy.
ในภาษาไทย พระยาอุปกิตศิลปสาร (2499: 29) ได้กล่าวถึงประโยคกรรมไว้ว่า ประโยคกรรมเป็นประโยคที่มีกรรมวาจก (ผู้ถูกกระทำ) อยู่ต้นประโยค ดังเช่น
เขาโดนพ่อตี
เขาถูกครูบังคับให้อ่านหนังสือ
วัดนี้สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา
ขนมนี้กินอร่อยดี
ในบทความเรื่อง “ประโยคกรรมในภาษาไทยเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลง” ธัญญรัตน์ ปาณะกุล (2537: 17) กล่าวว่า ประโยคกรรมในภาษาไทยโดยทั่วไปมี 5 รูป ดังต่อไปนี้
1. ประโยคกรรม “ถูก” เช่น เขาถูกแม่ตี
2. ประโยคกรรม “ได้รับ” เช่น เขาได้รับเชิญไปงานเลี้ยง
3. ประโยคกรรมเป็นกลาง เช่น สะพานนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2523
4. ประโยคกรรมเน้นความ เช่น ตามี ผู้ใหญ่บ้านของเราเสือกินเสียแล้ว
5. ประโยคกรรมตัวการปรากฏ เช่น เพลงนี้ร้องโดยสันติ
วิธีแปล
ในการแปลประโยคกรรมจากภาษาอังกฤษเป็นไทยนั้น ผู้แปลจะต้องพิจารณาปริบท (context) ในภาษาอังกฤษอย่างรอบคอบ เพื่อดูความหมายที่แฝงอยู่ ถ้าปริบทเป็นประสบการณ์ในเชิงลบ หรือความหมายในทางไม่ดี เวลาแปลก็ให้ใช้ประโยคกรรมแบบที่ 1 คือ ประโยคกรรมถูก ถ้าปริบทเป็นประสบการณ์อันน่าพึงพอใจ หรือบ่งบอกถึงสถานการณ์อันน่ายินดี ก็ให้ใช้ประโยคกรรมได้รับ หรือประโยคกรรมแบบที่ 2 หากปริบทบ่งบอกว่าประธานเป็นเพียงผู้รับผลการกระทำจากใครคนใดคนหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ให้ใช้ประโยคกรรมแบบที่ 3 ซึ่งมีนัยความหมายเป็นกลาง ประโยคกรรมมีนัยความหมายเป็นกลางจะทำหน้าที่บอกกล่าว เล่าเรื่องหรือรายงานเหตุการณ์ สถานการณ์
จากประสบการณ์ในการสอนแปลของผู้เขียน และจากการตรวจงานแปลของนักศึกษาตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษที่ว่า
Grandpa Mee, the head of our village, was eaten up by a tiger.
นักศึกษามักจะแปลโดยมีคำว่า “ถูก” อยู่ในประโยค เช่น
ตามี ผู้ใหญ่บ้านของเรา ถูกเสือกินเสียแล้ว
มากกว่าที่จะแปลเป็นประโยคกรรมเน้นความในแบบที่ 4 ว่า
ตามี ผู้ใหญ่บ้านของเรา เสือกินเสียแล้ว
ส่วนประโยคตัวอย่างนี้
This song was sung by Santi.
นักศึกษามักแปลว่า
เพลงนี้ร้องโดยสันติ
การแปลแบบนี้เป็นการแปลตามโครงสร้างภาษาอังกฤษโดยไม่มีทั้งคำว่า ‘ถูก’ หรือ ‘โดน’ หรือ ‘ได้รับ’ และมีตัวการหรือผู้กระทำตามหลังคำว่า ‘โดย’ ซึ่งก็เป็นการแปลที่ได้ใจความ
จากข้อแนะนำวิธีการแปลประโยคกรรมที่ให้ไว้ข้างต้น ลองดูตัวอย่างการแปลประโยคกรรมแบบต่าง ๆ ดังนี้
ประโยคกรรมนัยความหมายไม่ดี
1. The police station at Mukdaharn was attacked by a group of terrorists on Sunday.
สถานีตำรวจที่มุกดาหารถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายโจมตีเมื่อวันอาทิตย์
2. The students were punished for cutting class.
นักเรียนถูกทำโทษ เพราะโดดเรียน
3. Birds and many harmless creatures were destroyed by the overuse of insecticides.
นกและสัตว์ที่ไม่มีพิษภัยหลายชนิดถูกทำลายด้วยการใช้ยาฆ่าแมลงที่เกินขนาด
4. That man was fined for throwing cigarettes on the floor.
ผู้ชายคนนั้นถูกปรับฐานโยนบุหรี่ลงบนพื้น
5. The thief was forced against the wall, hands above his head.
ขโมยถูกบังคับให้หันหน้าเข้ากำแพงและยกมือไว้เหนือศีรษะ
ประโยคกรรมนัยความหมายดี
1. He was appointed the chairman of the company.
เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานบริษัท
2. He was invited to a party.
เขาได้รับเชิญไปงานเลี้ยง
3. Mr. Krisada Arunwongse was elected the new Bangkok Governor.
นายกฤษฎา อรุณวงษ์ ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่
4. Thai hotels are praised all over the world for their excellent service.
โรงแรมไทยได้รับยกย่องไปทั่วโลกด้วยการให้บริการชั้นยอดเยี่ยม
5. Any Thai boxer who gets an Olympic medal will be rewarded
with a huge sum of money.
นักชกชาวไทยคนไหนก็ตามที่ได้เหรียญโอลิมปิกจะได้รับรางวัลเป็นเงิน
ก้อนใหญ่
ประโยคกรรมนัยความหมายเป็นกลาง
1. This building has been well designed to conserve energy.
ตึกนี้ออกแบบมาเป็นอย่างดีให้ประหยัดพลังงาน
2. Pancakes should be eaten warm from the pan.
แพนเค้กควรรับประทานร้อน ๆ จากกระทะ
3. Ramkhamhaeng University was founded in 1971.
มหาวิทยาลัยรามคำแหงก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1971
4. Dictionaries were located on a shelf in the back of the room.
พจนานุกรม อยู่บนชั้นหลังห้อง
5. This fine bread is made from a special wheat flour.
ขนมปังแสนอร่อยนี้ทำจากแป้งสาลีชนิดพิเศษ
บทที่ 5 การแปลประโยคกรรม (Passive voice)
การแปลประโยคกรรมลดรูป
ประโยคบางประโยคเป็นประโยคกรรมที่ละ verb to be ไว้ในฐานที่เข้าใจ คงมีแต่กริยาช่องที่ 3 หรือ past participle ประโยคลักษณะนี้มักจะทำให้ผู้แปลที่ไม่มี ความรู้ในเรื่องโครงสร้างภาษาอังกฤษดีพอแปลผิด เพราะไปเข้าใจว่าเป็นคำกริยาที่อยู่ในรูป past tense เมื่อพบประโยคเช่นนี้วิธีการแปล คือ ให้ลองวิเคราะห์แยกแยะว่า กริยาตัวใดเป็น passive voice ลดรูป คือ ละ verb to be ไว้ ตัวอย่างเช่น
1. The name printed in red ink was very easy to find and read.
มาจากประโยค 2 ประโยคว่า
The name was printed in red ink. และ
The name was very easy to find and read.
เวลาที่รวมทั้งสองประโยคเข้าด้วยกัน จะพบว่าประธานซ้ำกันและ สามารถตัดประธานออกไปได้ 1 ตัว โดยแทนที่ด้วย Relative pronoun นั่นก็คือ ประโยคจะอยู่ในลักษณะของประโยคซับซ้อน (Complex Sentence)
The name that was printed in red ink was very easy to find and read.
จากประโยคนี้เราสามารถตัด (Relative pronoun) that และตัด verb to be ซึ่งอยู่ในรูป was ออกไปได้อีก ประโยคก็จะกลับมาเป็นประโยคชนิด simple ที่มี participle phrase ขยายนาม เมื่อวิเคราะห์ได้เช่นนี้ผู้แปลก็จะทราบว่า printed ในประโยคข้างบนคือ passive voice ที่ลดรูปนั่นเอง และสามารถแปลออกมาได้ตามนัยความหมายที่แฝงอยู่ โดยใช้วิธีการแปลประโยคกรรมที่กล่าวมาแล้ว ประโยคนี้จึงแปลว่า
ชื่อที่พิมพ์ด้วยหมึกแดงมองเห็นและอ่านได้ง่าย
2. The president, accompanied by his advisors, had arrived.
ประธานพร้อมด้วยบรรดาที่ปรึกษาได้มาถึง
3. Men trained in mathematics can be engineers.
คนที่ได้รับการฝึกฝนทางด้านคณิตศาสตร์สามารถเป็นวิศวกรได้
แบบฝึกหัด
I. จงแปลประโยค Passive voice เหล่านี้ให้สละสลวย
1. Cycling on the footpath is not allowed.
2. Applications must be submitted by 21 March at the latest.
3. Rain is expected in the late afternoon.
4. The less able candidates are sometimes elected to office.
5. No one is granted extra credit in this course.
6. Serm has been elected president of our youth club.
7. Freshly baked biscuits should be kept warm in the oven.
8. This dog can be trained to do so many things; he can even play dead.
9. Mr. Smith was chosen as boss of the year.
10. The boat was rocked by gigantic waves.
II. จงแปลประโยค Passive voice และ Passive voice ลดรูปให้ถูกต้องสละสลวย
1. Alcohol can be considered one of the most widely used drugs in the world apart from aspirin and penicillin.
2. After the show, the audience was given a guided tour of the hall.
3. When using this product, care must be taken to avoid all contact with the skin.
4. It is commonly believed that women are more emotional than men and also that they tend to be more timid and less physically aggressive.
5. Letters to the editor are welcomed, but not all can be acknowledged.
6. Hair is actually dead matter made up of the same keratin proteins found in fingernails.
7. The new project is for youth counselling carried out by Peace Corps volunteers.
8. Courses on psychological counselling are also provided by many universities.
9. Allergic reactions are frequently caused by microscopic mites found in dust particles.
10. Children should be taught a sense of civic responsibility at a young age.
เทคนิคการแปล1
เทคนิคการแปลภาษาอังกฤษ
ปัญหาในการแปล
1.1 ปัญหาทางด้านไวยากรณ์และโครงสร้าง เช่น การแปลประโยคที่มีกริยาเป็นกรรมวาจก(Passive voice) การแปลกาล (Tense) การแปลคำเชื่อมโยง (Connectives) การแปลสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง (Indefinite pronouns) การแปลประธานที่ไร้ความหมาย (Dummy subject)
ตัวอย่าง
ประโยคที่มีกริยาเป็นกรรมวาจก
1. He was invited to give a speech at the Opening ceremony.
มีผู้แปลว่า: เขาถูกเชิญให้ไปพูดในพิธีเปิด
ข้อสังเกต: ในภาษาไทยเมื่อใช้คำว่า “ถูก” นำหน้ากริยา ความหมายจะส่อไปในทางไม่ดี
ผู้แปลควรระมัดระวัง
ควรแปลว่า: เขาได้รับเชิญให้ไปพูดในพิธีเปิด
2. Many of Sidney Sheldon’s works have been translated into many languages.
มีผู้แปลว่า: ผลงานของ ซิดนีย์ เชลดอน หลายเล่มถูกแปลเป็นหลายภาษา
ข้อสังเกต : ความหมายของประโยคนี้เป็นกลาง ๆ ไม่ควรใช้คำว่า “ถูก” นำหน้ากริยา
ควรแปลว่า: มีการแปลงานของ ซิดนีย์ เชลดอน ออกมาหลายภาษา
การแปลกริยาที่อยู่ในกาลต่าง ๆ
1. By the time her son returned home, she had already gone to bed.
มีผู้แปลว่า: ในที่สุดลูกชายของเธอก็กลับบ้าน เธอก็พร้อมจะเข้านอน
ข้อสังเกต: คำกริยาในภาษาอังกฤษเปลี่ยนรูปไปตามกาล แต่ในภาษาไทยคำกริยาไม่เปลี่ยนรูป
ไปตามกาล ผู้แปลต้องหาคำมาประกอบคำกริยาในการแปลให้ได้ความหมายตรง
ตามกาลในภาษาต้นฉบับ
ควรแปลว่า: กว่าลูกชายของเธอจะกลับถึงบ้าน เธอก็เข้านอนแล้ว
2. She always has a headache when she reads for a long time.
มีผู้แปลว่า: เธอปวดศีรษะขณะเมื่อเธอกำลังอ่านหนังสืออยู่เป็นเวลานาน
ข้อสังเกต: คำกริยาในประโยคนี้ใช้รูปปัจจุบัน เพื่อแสดงว่าเหตุการณ์ในประโยคเกิดขึ้นเสมอ
โดยมีกริยาวิเศษณ์ always เป็นตัวบอกความหมายให้ชัดเจนขึ้น
ควรแปลว่า: เธอมักจะปวดศีรษะเสมอเมื่อเธออ่านหนังสือเป็นเวลานาน ๆ
1.1 ปัญหาทางด้านไวยากรณ์และโครงสร้าง เช่น การแปลประโยคที่มีกริยาเป็นกรรมวาจก(Passive voice) การแปลกาล (Tense) การแปลคำเชื่อมโยง (Connectives) การแปลสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง (Indefinite pronouns) การแปลประธานที่ไร้ความหมาย (Dummy subject)
ตัวอย่าง
ประโยคที่มีกริยาเป็นกรรมวาจก
1. He was invited to give a speech at the Opening ceremony.
มีผู้แปลว่า: เขาถูกเชิญให้ไปพูดในพิธีเปิด
ข้อสังเกต: ในภาษาไทยเมื่อใช้คำว่า “ถูก” นำหน้ากริยา ความหมายจะส่อไปในทางไม่ดี
ผู้แปลควรระมัดระวัง
ควรแปลว่า: เขาได้รับเชิญให้ไปพูดในพิธีเปิด
2. Many of Sidney Sheldon’s works have been translated into many languages.
มีผู้แปลว่า: ผลงานของ ซิดนีย์ เชลดอน หลายเล่มถูกแปลเป็นหลายภาษา
ข้อสังเกต : ความหมายของประโยคนี้เป็นกลาง ๆ ไม่ควรใช้คำว่า “ถูก” นำหน้ากริยา
ควรแปลว่า: มีการแปลงานของ ซิดนีย์ เชลดอน ออกมาหลายภาษา
การแปลกริยาที่อยู่ในกาลต่าง ๆ
1. By the time her son returned home, she had already gone to bed.
มีผู้แปลว่า: ในที่สุดลูกชายของเธอก็กลับบ้าน เธอก็พร้อมจะเข้านอน
ข้อสังเกต: คำกริยาในภาษาอังกฤษเปลี่ยนรูปไปตามกาล แต่ในภาษาไทยคำกริยาไม่เปลี่ยนรูป
ไปตามกาล ผู้แปลต้องหาคำมาประกอบคำกริยาในการแปลให้ได้ความหมายตรง
ตามกาลในภาษาต้นฉบับ
ควรแปลว่า: กว่าลูกชายของเธอจะกลับถึงบ้าน เธอก็เข้านอนแล้ว
2. She always has a headache when she reads for a long time.
มีผู้แปลว่า: เธอปวดศีรษะขณะเมื่อเธอกำลังอ่านหนังสืออยู่เป็นเวลานาน
ข้อสังเกต: คำกริยาในประโยคนี้ใช้รูปปัจจุบัน เพื่อแสดงว่าเหตุการณ์ในประโยคเกิดขึ้นเสมอ
โดยมีกริยาวิเศษณ์ always เป็นตัวบอกความหมายให้ชัดเจนขึ้น
ควรแปลว่า: เธอมักจะปวดศีรษะเสมอเมื่อเธออ่านหนังสือเป็นเวลานาน ๆ
คำเขื่อมโยงความคิดระหว่างประโยค
1. She saw an accident while she was crossing the street.
มีผู้แปลว่า : เธอเห็นอุบัติเหตุเมื่อเธอกำลังข้ามถนน
ข้อสังเกต: while เป็นคำที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ โดยเหตุการณ์หนึ่งกำลัง
ดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดซ้อนขึ้นมา
ควรแปลว่า: เธอแลเห็นอุบัติเหตุในขณะที่เธอกำลังข้ามถนน
2. They did not love each other, so they separated.
มีผู้แปลว่า: เขาไม่รักกัน เขาจึงแยกกัน
ข้อสังเกต: so เป็นคำเชื่อมโยงเหตุและผล
ควรแปลว่า: เขาไม่รักกันแล้ว ดังนั้น เขาจึงแยกทางกัน
คำสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง
1. You are the one I love.
มีผู้แปลว่า: เธอเป็นคนหนึ่งที่ฉันรัก
ข้อสังเกต: one เป็นสรรพนามที่ไม่เจาะจง ผู้แปลต้องอาศัยปริบทจึงจะแปลได้ถูกต้อง
ควรแปลว่า: เธอคือคนที่ฉันรัก
2. The Johnsons have two daughters, one a baby, the other a girl of twelve.
มีผู้แปลว่า: ครอบครัวจอห์นสันมีลูกสาว 2 คน คนหนึ่งเป็นเด็กเล็ก ๆ
คนอื่นเป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบสอง
ข้อสังเกต: the other เป็นคำสรรพนามไม่เจาะจงจึงควรแปลคล้อยตาม
สรรพนานในปริบทนี้
ควรแปลว่า: ครอบครัวจอห์นสันมีลูกสาว 2 คน คนหนึ่งยังเล็กอยู่ อีกคนหนึ่ง
เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปี
ประธานที่ไร้ความหมาย1. She saw an accident while she was crossing the street.
มีผู้แปลว่า : เธอเห็นอุบัติเหตุเมื่อเธอกำลังข้ามถนน
ข้อสังเกต: while เป็นคำที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ โดยเหตุการณ์หนึ่งกำลัง
ดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดซ้อนขึ้นมา
ควรแปลว่า: เธอแลเห็นอุบัติเหตุในขณะที่เธอกำลังข้ามถนน
2. They did not love each other, so they separated.
มีผู้แปลว่า: เขาไม่รักกัน เขาจึงแยกกัน
ข้อสังเกต: so เป็นคำเชื่อมโยงเหตุและผล
ควรแปลว่า: เขาไม่รักกันแล้ว ดังนั้น เขาจึงแยกทางกัน
คำสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง
1. You are the one I love.
มีผู้แปลว่า: เธอเป็นคนหนึ่งที่ฉันรัก
ข้อสังเกต: one เป็นสรรพนามที่ไม่เจาะจง ผู้แปลต้องอาศัยปริบทจึงจะแปลได้ถูกต้อง
ควรแปลว่า: เธอคือคนที่ฉันรัก
2. The Johnsons have two daughters, one a baby, the other a girl of twelve.
มีผู้แปลว่า: ครอบครัวจอห์นสันมีลูกสาว 2 คน คนหนึ่งเป็นเด็กเล็ก ๆ
คนอื่นเป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบสอง
ข้อสังเกต: the other เป็นคำสรรพนามไม่เจาะจงจึงควรแปลคล้อยตาม
สรรพนานในปริบทนี้
ควรแปลว่า: ครอบครัวจอห์นสันมีลูกสาว 2 คน คนหนึ่งยังเล็กอยู่ อีกคนหนึ่ง
เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปี
1. It was cold this year.
มีผู้แปลว่า: มันหนาวปีนี้
ข้อสังเกต: ประโยคภาษาอังกฤษจำเป็นต้องมีประธาน it ทำหน้าที่เป็นประธานแต่
ไม่มีความหมายเพราะไม่ได้แทนคำนามตัวใด
ควรแปลว่า: ปีนี้อากาศหนาว
2. Oh! It’s beautiful.
มีผู้แปลว่า: โอ! มันช่างสวย
ข้อสังเกต: เช่นเดียวกันกับตัวอย่างที่ 1 it ไม่มีความหมาย
ควรแปลว่า: แหม สวยจังเลย
1.2 ปัญหาทางด้านศัพท์และสำนวน ปัญหาทางด้านศัพท์และสำนวนเป็นปัญหาที่นักแปลมักจะพบอยู่เสมอ ส่วนผู้ที่เรียนแปลและแปลไม่ได้ก็มักจะคิดว่าการที่ตนเองแปลไม่ได้เพราะไม่รู้คำศัพท์ แต่ถึงจะรู้ความหมายของคำศัพท์จากพจนานุกรมก็อาจจะยังแปลผิดเพราะไม่รู้จักเลือกความหมายที่ถูกต้อง ปัญหาเหล่านี้ ได้แก่ คำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัย คำศัพท์ที่รูปเขียนมักทำให้เข้าใจความหมายผิด คำกริยาคู่ (Phrasal verbs) สุภาษิต คำพังเพย และสำนวนต่าง ๆ
ตัวอย่าง
คำศัพท์ที่มีความหมายหลายนัย
1. I want to draw some money.
2. Nobody can draw conclusions.
draw ในประโยคที่ 1 แปลว่า ถอนเงิน
และประโยคนี้ควรแปลว่า: ฉันต้องการถอนเงิน
draw ในประโยคที่ 2 แปลว่า ลงความเห็น
และประโยคนี้ควรแปลว่า: ไม่มีใครลงความเห็น
คำศัพท์ที่รูปเขียนมักทำให้เข้าใจความหมายผิด
1. Many guerrillas were killed in the fight.
มีผู้แปลว่า: ฝูงลิงกอริลลาถูกฆ่าตาย
ข้อสังเกต: ผู้แปลสับสนในเรื่องตัวสะกดของคำสองคำนี้
คือ guerrilla (s) ซึ่งแปลว่า ผู้ก่อการร้าย
และ gorilla (s) ซึ่งแปลว่า ลิงกอริลลา
ควรแปลว่า: ผู้ก่อการร้ายจำนวนมากถูกฆ่าตายในการต่อสู้
2. The traffic problem in Bangkok has been ignored until very lately.
มีผู้แปลว่า: ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ถูกละเลยจนกระทั่งสายมาก
ข้อสังเกต: ผู้แปลเข้าใจว่า lately เป็นกริยาวิเศษณ์ของคุณศัพท์ late
ซึ่งแปลว่า ช้า สาย จึงแปลผิด
ควรแปลว่า: ปัญหาเรื่องการจราจรในกรุงเทพฯ ถูกละเลยมาตลอดจน
วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
Tense
เอ้าพวกน้องๆนักเรียนมาทำความเข้าใจเพื่อเตรียมตัวสอบกันมา
ส่วนพวกที่เลยวัยก็มา Brush up ทบทวนความรู้เก่าๆหน่อย
ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ ม.4!!
บทนี้คงต้องมาเกริ่นก่อนว่า Tense คืออะไร ทำไมจึงเป็นไวยากรณ์ที่น่าปวดหัวที่สุด ในบรรดาไวยากรณทั้งหลาย และก่อนที่จะไปศึกษาเรื่องนี้ คุณควรมีความรู้ในเรื่องของการผัน verb, โครงสร้างประโยคคร่าวๆว่า subject คืออะไร verbคืออะไร มาบ้าง
ฉันกินข้าวมันไก่เมื่อวาน
I eat Khaomankai today
ฉันกินข้าววันไก่วันนี้
I will eat Khaomankai tomorrow
ฉันจะกินข้าวมันไก่พรุ่งนี้
จากที่บอกมา เราก็แบ่งเวลาได้เป็นสามชนิด นั้นคือ
1. Present Tense - ปัจจุบัน
2. Past Tense - อดีต
3. Future Tense - อนาคต
2. Continuous (แสดงเวลาว่าการกระทำที่กำลังทำอยู่ (เจาะจงเวลา))
3. Perfect (แสดงเวลาที่กระทำเสร็จไปแล้ว)
4. Perfect Continuous (แสดงเวลาการกระทำนั้นได้เริ่มทำแล้ว และยังคงทำอยู่)
ดังนั้นสรุปจากด้านบนมี 3 กาลเวลา ย่อยออกเป็นอย่างละ 4
รวมกันทั้งหมดแล้ว เราจะมี Tense รวมกันถึง 12 Tense แหนะ
Oh my god! อย่าเพิ่งสลบเหมือด ท้อแท้ที่จะศึกษาต่อละ เพราะในชีวิตจริงๆ เราใช้บ่อยๆกันไม่ครบหรอกครับ เพราะบางตัวนั้นโอกาสใช้น้อยมากๆ
ต่อจากนี้ ผมจะนำมาอธิบายให้เราเข้าใจกันในเอนทรี่ต่อๆไปเองครับ
เรียงจากความง่ายไป คนที่เก่งเรื่องไวยากรณ์ง่ายๆ อาจเกิดความเบื่อ ต้องขออภัยด้วย แต่ผมจำเป็นต้องเขียนให้ครบเรียงกันไปทุก Tense
เอ้าพวกน้องๆนักเรียนมาทำความเข้าใจเพื่อเตรียมตัวสอบกันมา
ส่วนพวกที่เลยวัยก็มา Brush up ทบทวนความรู้เก่าๆหน่อย
ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ ม.4!!
-------------------------
ขอแค่จำพวกนี้ให้ได้พอ...
Tense หลักพื้นฐาน 3 อย่าง
1. Present Simple:- + V1
2. Past Simple : - + V2
3. Future Simple : will,shall + Vinfinitive (V1)
ผสานกับ รูปหลัก 2 อย่าง
รูป Continuous: be + Ving
รูป Perfect : have + V3
--------------------------------------------------------------------------------
รู้แค่นี้เราก็สร้างรูปแบบ tense อื่นๆ ได้แล้ว เช่น
4. Present Continuous จะเห็นว่า คือ Present รวมกะรูป Continuous
ให้ทำดังนี้
- V1
be Ving
< อันบนคือ Present อันล่างคือ Continuous ให้เขียนเหลื่อมกันช่องนึง >
ซึ่งประมวลผลได้ ว่า = is,am,are + Ving(V.tobe ช่อง1คือ is,am,are )
5. Present Perfectจะเห็นว่า คือ Present รวมกะรูปPerfect
ให้ทำดังนี้
- V1
have V3
< อันบนคือ Present อันล่างคือPerfect ให้เขียนเหลื่อมกันช่องนึง >
ซึ่งประมวลผลได้ ว่า = has,have+ V3(Have ช่อง1คือhas,have )
พอเริ่มเข้าใจยังนะ...
ต่อไป เริ่มadvanceขึ้นแล้ว เป้นการผสม3อัน หลักการเดิมแหละ
6. Present Perfect Continuous
- V1
have V3
be Ving
Present + Perfect + Continuous เหลื่อมกันอย่างละช่อง
V1+have คือ has,have : V3 +be = been : Ving
รวมแล้วได้ = has,have + been + ving
ต่อไปลองทำเองละกันนะ จะสรุปเลยว่าได้อะไร
7. Past Perfect = had +V3
8. Past Continuous = was,were + Ving
9. Past Perfect Continuous = had + been + Ving
10. Future Perfect = will + have + V3
11. Future Continuous = will + be + Ving
12. Future Perfect Continuous = will + have + been + Ving
--------------------------------------------------------------------------------
เมื่อรู้รูปแบบแล้ว ก็มาดูกันต่อว่า มันใช้ตอนไหนกัน (จริงๆเอาแต่หลักๆก็พอ) tense ประหลาดช่างมันเหอะ )
1. Present Simple
แสดงการกระทำที่ทำเป็นประจำ มีคำบอกพวก always , often , every , seldom ( บอกว่าไม่บ่อยก็ใช่ )
แสดงความจริงทางวิทยาศาสตร์ สัจธรรม สุภาษิต
แสดงความจริงขณะที่พูดอยู่
เช่น
I watch TV everyday.
The world is round.
Dang and Dam are brothers.
2. Present Continuous
ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ มักมีคำบอกเวลา เช่น now , at the moment , litsen! look!
บอกอนาคตอันใกล้ ( coming soon )
ป.ล. กิริยาที่ใช้บ่งบอกความรู้สึก ความคิด มักไม่ใช้รูป ing เช่น see , hear , feel ,smell , want , agree (และอีกมากมาย)
เช่น
Phan talking on the phone now.
The end of Evangelionis coming soon to the theater near you.
3. Present Perfect
ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน มักมีคำว่า since , for , so far
ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตที่จบไปแล้ว แต่ผลของการกระทำยังอยู่
แสดงเหตุการณ์ที่เพิ่งจบลงไป มักมีคำว่า just , yet , already , recently , lately , finally , eventually
ใช้กับเหตุการณ์ที่ เคย/ไม่เคยทำ บอกจำนวนครั้งในอดีต มักมีคำว่า ever , never , once , twice ,again and again ...
เช่น
I have likedjapanese animationever since I was a child.
I have turned on the radio.
I have already read this book.
Have you ever been to Neo-Tokyo?
4. Present Perfect Continuous
ใช้เหมือน Present Perfect แต่เน้นความต่อเนื่องของเวลาว่ายาวนาน มักมีคำว่า all week , all day ..
และใช้เน้นว่าจำดำเนินต่อเรื่อยไปในอนาคตด้วย
เช่น
I have been sitting here since 6 o'clock ( คือเน้นว่านั่งมานานแล้วแล้วก็จะนั่งต่อไป)
แต่ถ้าเป็น I have sat here since 6 o'clock ( บอกว่านั่งมานานแล้วต่อไปจะเป็นไงไม่รู้)
5. Past Simple
ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตที่ได้จบลงไปแล้ว มักมีคำบอกเวลาดังนี้ yesterday , in the past , ago , in 1983 (ปีอดีต) , the other day , last ( night , week ... )
คำว่า"used to" ซึ่งเป็นการใช้กับสิ่งที่เคยทำเป็นประจำในอดีต แต่ตอนนี้เลิกทำแล้ว คำว่า "used"ในความหมายนี้ จึงเติม ed เสมอ
เช่น
Dang saved my life yesterday.
She used to drink milk every night.
6. Past Perfect
ใช้เป็น Combo กับ Past Simple
โดยที่ ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน
ที่เกิดก่อนใช้ Past Perfect ที่เกิดที่หลังใช้ Past Simple
เช่น
She had finished her breakfast before I arrived.
7. Past Continuous
ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในอดีต
ใช้กับ 2 เหตุการณ์ในอดีต ( Combo กับ Past Simple อีกแล้ว )
เหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ ( ใช้ Past Continuous ) แล้วก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเข้ามาแทรก ( ใช้ Past Simple )
ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่ดำเนินไปพร้อมๆกันในอดีต มักมีคำว่า while , as เชื่อม
เช่น
At 8 o'clock last night , she was studying.
While I was walking down the street , it began to rain.
You were running in the park while I was swimming in the pool.
8. Past Perfect Continuous
ใช้เหมือน Past Perfect แต่เน้นว่า มีเหตุการณ์อย่างแรกดำเนินมาเรื่อยจนมีเหตุการณ์หลังเกิดขึ้น
เช่น
The police had been looking for the criminal for 2 years before they caught him.
9. Future Simple
แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต มีคำบอกเวลาคือ tomorrow , next (time,month...) , soon , shortly
be going to ต่างกับ will,shall ตรงไหน ??
will shall แสดงความเต็มใจทำให้ (ไม่ได้วางแผน)
be going to แสดงการวางแผนล่วงหน้า
แต่ถ้าคาดการณ์ว่าอาจเกิดในอนาคตใช้ได้ทั้ง2อย่าง
กรณีต่อไปนี้ห้ามใช้ be going to แทน will shall
เหตุการณ์แทนความจริง
ไม่นิยมใช้กับ V1 ที่แสดงความรับรู้ ความคิดเห็น
ไม่นิยมใช้กับ if clause
แต่ถ้าประโยคมีคำเชื่อมพวก when,before,after,as soon as,until ประโยคที่ติดกับคำเชื่อมจะเป็น present Simple แต่อีกประโยคจะเป็น Future Simple
เช่น
Ask your teacher about it. She will help you.
I'm going to paint my bedroom tomorrow.
Ice will melt in a few minutes.
I will love you forever.
I will buy you a cake if you give me money.
10. Future Continuous
ใช้กับการคาดคะเนว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นๆในเวลาจุดนั้นในอนาคต
เช่น
At the same time tomorrow , I will be sitting here.
11. Future Perfect
ใช้คาดการณ์ว่าจะกระทำในอนาคตและจะเสร็จสิ้นเมื่อถึงเวลาใดเวลาหนึ่ง มักมีคำว่า by next week , by tomorrw by 9 o'clock
เช่น
I will have finished my homework by the time I go out on a date tonight.
12. Future Perfect Continuous
ใช้คล้ายกับ Future Perfect แต่เน้นว่าอาจมีการดำเนินต่อไป
เช่น
I will go to bed at 10 PM. He will get home at midnight.
At midnight, I will be sleeping.
I will have been sleeping for 2 hours by the time he gets home.
--------------------------
เรื่อง Tense ที่เขียนเสร็จแล้ว + การ์ตูนคุณแป้น
Present Simple Tense - It's so Simple!
Present Continuous Tense + i-phan's comic
Past Simple Tense + Past Continuous Tense
ส่วนพวกที่เลยวัยก็มา Brush up ทบทวนความรู้เก่าๆหน่อย
ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ ม.4!!
เอนทรี่นี้เป็นสัณญาณบอกว่า เรื่องไวยากรณ์ Tense ที่ได้สัญญากับ หลายๆคนไว้ และรอคอยมาเกือบค่อนเดือน กำลังจะมาแล้ว และมันกำลังจะตามมาเป็นขบวน ทั้ง 12 Tense แต่ไม่ต้องกลัว มันจะไม่มาติดๆกันแน่ครับ จะยังคอยมีภาษาจากหนังจากเพลง คอยขั้นไม่ให้เบื่อ
| ||
บทนี้คงต้องมาเกริ่นก่อนว่า Tense คืออะไร ทำไมจึงเป็นไวยากรณ์ที่น่าปวดหัวที่สุด ในบรรดาไวยากรณทั้งหลาย และก่อนที่จะไปศึกษาเรื่องนี้ คุณควรมีความรู้ในเรื่องของการผัน verb, โครงสร้างประโยคคร่าวๆว่า subject คืออะไร verbคืออะไร มาบ้าง
" Tense คือ... ............กาล.......หรือ.... ....เวลา
ใช้ในการแสดง เวลา ของ การกระทำ เพื่อพูดบอกเหตุการณ์นั้นๆ ว่าเป็น ปัจจุบัน อดีต หรือ อนาคต
ก็ลองพิจารณาประโยคง่ายๆ เหล่านี้ดูนะคับ
I ate Khaomankai yesterdayฉันกินข้าวมันไก่เมื่อวาน
I eat Khaomankai today
ฉันกินข้าววันไก่วันนี้
I will eat Khaomankai tomorrow
ฉันจะกินข้าวมันไก่พรุ่งนี้
สังเกตออกง่ายๆแล้วใช่ไหม ว่าส่วนมากเขามี การระบุเวลา ช่วยให้เราเข้าใจกันง่ายๆ
จะเป็นวันนี้ เมื่อวาน พรู่งนี้ อาทิตย์หน้า ตอนนี้ เมื่อเช้า ปีที่แล้ว หรืออะไรก็ว่าไป เราจะได้เจอประกอบในบทหลังๆ บ่อยๆแน่ๆครับ
แต่ภาษาอังกฤษนั้น ยังมีเรื่องการผันกริยาที่ภาษาไทยเราไม่มี
(ซึ่งผมไม่ขอสอน แต่เราต้องหัดใช้ให้ชินกันเอง)
จะเป็นวันนี้ เมื่อวาน พรู่งนี้ อาทิตย์หน้า ตอนนี้ เมื่อเช้า ปีที่แล้ว หรืออะไรก็ว่าไป เราจะได้เจอประกอบในบทหลังๆ บ่อยๆแน่ๆครับ
แต่ภาษาอังกฤษนั้น ยังมีเรื่องการผันกริยาที่ภาษาไทยเราไม่มี
(ซึ่งผมไม่ขอสอน แต่เราต้องหัดใช้ให้ชินกันเอง)
1. Present Tense - ปัจจุบัน
2. Past Tense - อดีต
3. Future Tense - อนาคต
และในแต่ละเวลากาล จะมี Tense ย่อยๆแบ่งออกเป็นหลัก อีก 4 Tense คือ
1. Simple (แสดงเวลากระทำโดยไม่ได้กำหนดว่ากระทำเสร็จตอนไหน) 2. Continuous (แสดงเวลาว่าการกระทำที่กำลังทำอยู่ (เจาะจงเวลา))
3. Perfect (แสดงเวลาที่กระทำเสร็จไปแล้ว)
4. Perfect Continuous (แสดงเวลาการกระทำนั้นได้เริ่มทำแล้ว และยังคงทำอยู่)
ดังนั้นสรุปจากด้านบนมี 3 กาลเวลา ย่อยออกเป็นอย่างละ 4
รวมกันทั้งหมดแล้ว เราจะมี Tense รวมกันถึง 12 Tense แหนะ
Oh my god! อย่าเพิ่งสลบเหมือด ท้อแท้ที่จะศึกษาต่อละ เพราะในชีวิตจริงๆ เราใช้บ่อยๆกันไม่ครบหรอกครับ เพราะบางตัวนั้นโอกาสใช้น้อยมากๆ
ต่อจากนี้ ผมจะนำมาอธิบายให้เราเข้าใจกันในเอนทรี่ต่อๆไปเองครับ
เรียงจากความง่ายไป คนที่เก่งเรื่องไวยากรณ์ง่ายๆ อาจเกิดความเบื่อ ต้องขออภัยด้วย แต่ผมจำเป็นต้องเขียนให้ครบเรียงกันไปทุก Tense
เอ้าพวกน้องๆนักเรียนมาทำความเข้าใจเพื่อเตรียมตัวสอบกันมา
ส่วนพวกที่เลยวัยก็มา Brush up ทบทวนความรู้เก่าๆหน่อย
ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ ม.4!!
-------------------------
ขอแค่จำพวกนี้ให้ได้พอ...
Tense หลักพื้นฐาน 3 อย่าง
1. Present Simple:- + V1
2. Past Simple : - + V2
3. Future Simple : will,shall + Vinfinitive (V1)
ผสานกับ รูปหลัก 2 อย่าง
รูป Continuous: be + Ving
รูป Perfect : have + V3
--------------------------------------------------------------------------------
รู้แค่นี้เราก็สร้างรูปแบบ tense อื่นๆ ได้แล้ว เช่น
4. Present Continuous จะเห็นว่า คือ Present รวมกะรูป Continuous
ให้ทำดังนี้
- V1
be Ving
< อันบนคือ Present อันล่างคือ Continuous ให้เขียนเหลื่อมกันช่องนึง >
ซึ่งประมวลผลได้ ว่า = is,am,are + Ving(V.tobe ช่อง1คือ is,am,are )
5. Present Perfectจะเห็นว่า คือ Present รวมกะรูปPerfect
ให้ทำดังนี้
- V1
have V3
< อันบนคือ Present อันล่างคือPerfect ให้เขียนเหลื่อมกันช่องนึง >
ซึ่งประมวลผลได้ ว่า = has,have+ V3(Have ช่อง1คือhas,have )
พอเริ่มเข้าใจยังนะ...
ต่อไป เริ่มadvanceขึ้นแล้ว เป้นการผสม3อัน หลักการเดิมแหละ
6. Present Perfect Continuous
- V1
have V3
be Ving
Present + Perfect + Continuous เหลื่อมกันอย่างละช่อง
V1+have คือ has,have : V3 +be = been : Ving
รวมแล้วได้ = has,have + been + ving
ต่อไปลองทำเองละกันนะ จะสรุปเลยว่าได้อะไร
7. Past Perfect = had +V3
8. Past Continuous = was,were + Ving
9. Past Perfect Continuous = had + been + Ving
10. Future Perfect = will + have + V3
11. Future Continuous = will + be + Ving
12. Future Perfect Continuous = will + have + been + Ving
--------------------------------------------------------------------------------
เมื่อรู้รูปแบบแล้ว ก็มาดูกันต่อว่า มันใช้ตอนไหนกัน (จริงๆเอาแต่หลักๆก็พอ) tense ประหลาดช่างมันเหอะ )
1. Present Simple
แสดงการกระทำที่ทำเป็นประจำ มีคำบอกพวก always , often , every , seldom ( บอกว่าไม่บ่อยก็ใช่ )
แสดงความจริงทางวิทยาศาสตร์ สัจธรรม สุภาษิต
แสดงความจริงขณะที่พูดอยู่
เช่น
I watch TV everyday.
The world is round.
Dang and Dam are brothers.
2. Present Continuous
ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ มักมีคำบอกเวลา เช่น now , at the moment , litsen! look!
บอกอนาคตอันใกล้ ( coming soon )
ป.ล. กิริยาที่ใช้บ่งบอกความรู้สึก ความคิด มักไม่ใช้รูป ing เช่น see , hear , feel ,smell , want , agree (และอีกมากมาย)
เช่น
Phan talking on the phone now.
The end of Evangelionis coming soon to the theater near you.
3. Present Perfect
ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน มักมีคำว่า since , for , so far
ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตที่จบไปแล้ว แต่ผลของการกระทำยังอยู่
แสดงเหตุการณ์ที่เพิ่งจบลงไป มักมีคำว่า just , yet , already , recently , lately , finally , eventually
ใช้กับเหตุการณ์ที่ เคย/ไม่เคยทำ บอกจำนวนครั้งในอดีต มักมีคำว่า ever , never , once , twice ,again and again ...
เช่น
I have likedjapanese animationever since I was a child.
I have turned on the radio.
I have already read this book.
Have you ever been to Neo-Tokyo?
4. Present Perfect Continuous
ใช้เหมือน Present Perfect แต่เน้นความต่อเนื่องของเวลาว่ายาวนาน มักมีคำว่า all week , all day ..
และใช้เน้นว่าจำดำเนินต่อเรื่อยไปในอนาคตด้วย
เช่น
I have been sitting here since 6 o'clock ( คือเน้นว่านั่งมานานแล้วแล้วก็จะนั่งต่อไป)
แต่ถ้าเป็น I have sat here since 6 o'clock ( บอกว่านั่งมานานแล้วต่อไปจะเป็นไงไม่รู้)
5. Past Simple
ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตที่ได้จบลงไปแล้ว มักมีคำบอกเวลาดังนี้ yesterday , in the past , ago , in 1983 (ปีอดีต) , the other day , last ( night , week ... )
คำว่า"used to" ซึ่งเป็นการใช้กับสิ่งที่เคยทำเป็นประจำในอดีต แต่ตอนนี้เลิกทำแล้ว คำว่า "used"ในความหมายนี้ จึงเติม ed เสมอ
เช่น
Dang saved my life yesterday.
She used to drink milk every night.
6. Past Perfect
ใช้เป็น Combo กับ Past Simple
โดยที่ ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน
ที่เกิดก่อนใช้ Past Perfect ที่เกิดที่หลังใช้ Past Simple
เช่น
She had finished her breakfast before I arrived.
7. Past Continuous
ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในอดีต
ใช้กับ 2 เหตุการณ์ในอดีต ( Combo กับ Past Simple อีกแล้ว )
เหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ ( ใช้ Past Continuous ) แล้วก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเข้ามาแทรก ( ใช้ Past Simple )
ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่ดำเนินไปพร้อมๆกันในอดีต มักมีคำว่า while , as เชื่อม
เช่น
At 8 o'clock last night , she was studying.
While I was walking down the street , it began to rain.
You were running in the park while I was swimming in the pool.
8. Past Perfect Continuous
ใช้เหมือน Past Perfect แต่เน้นว่า มีเหตุการณ์อย่างแรกดำเนินมาเรื่อยจนมีเหตุการณ์หลังเกิดขึ้น
เช่น
The police had been looking for the criminal for 2 years before they caught him.
9. Future Simple
แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต มีคำบอกเวลาคือ tomorrow , next (time,month...) , soon , shortly
be going to ต่างกับ will,shall ตรงไหน ??
will shall แสดงความเต็มใจทำให้ (ไม่ได้วางแผน)
be going to แสดงการวางแผนล่วงหน้า
แต่ถ้าคาดการณ์ว่าอาจเกิดในอนาคตใช้ได้ทั้ง2อย่าง
กรณีต่อไปนี้ห้ามใช้ be going to แทน will shall
เหตุการณ์แทนความจริง
ไม่นิยมใช้กับ V1 ที่แสดงความรับรู้ ความคิดเห็น
ไม่นิยมใช้กับ if clause
แต่ถ้าประโยคมีคำเชื่อมพวก when,before,after,as soon as,until ประโยคที่ติดกับคำเชื่อมจะเป็น present Simple แต่อีกประโยคจะเป็น Future Simple
เช่น
Ask your teacher about it. She will help you.
I'm going to paint my bedroom tomorrow.
Ice will melt in a few minutes.
I will love you forever.
I will buy you a cake if you give me money.
10. Future Continuous
ใช้กับการคาดคะเนว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นๆในเวลาจุดนั้นในอนาคต
เช่น
At the same time tomorrow , I will be sitting here.
11. Future Perfect
ใช้คาดการณ์ว่าจะกระทำในอนาคตและจะเสร็จสิ้นเมื่อถึงเวลาใดเวลาหนึ่ง มักมีคำว่า by next week , by tomorrw by 9 o'clock
เช่น
I will have finished my homework by the time I go out on a date tonight.
12. Future Perfect Continuous
ใช้คล้ายกับ Future Perfect แต่เน้นว่าอาจมีการดำเนินต่อไป
เช่น
I will go to bed at 10 PM. He will get home at midnight.
At midnight, I will be sleeping.
I will have been sleeping for 2 hours by the time he gets home.
--------------------------
เรื่อง Tense ที่เขียนเสร็จแล้ว + การ์ตูนคุณแป้น
Present Simple Tense - It's so Simple!
Present Continuous Tense + i-phan's comic
Past Simple Tense + Past Continuous Tense
Passive voice
ภาษาอังกฤษ เรื่อง Passive Voice
Passive Voice หมายถึง ประโยคกรรมวาจก สำหรับผู้ที่เรียนภาษาบาลีมาคงจะทำความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ไม่อยากนัก เพราะมีโครงสร้าง ตลอดจนวิธีการใช้คล้ายกับตำราไวยากรณ์ที่เรียนกัน ส่วนผู้ที่ไม่เคยศึกษาภาษาบาลีมาก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องยากอะไรมากมายนัก เราก็สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้เช่นเดียวกัน ทีนี้ก็มาดูกันว่า แท้จริงแล้ว Passive Voice (ประโยคกรรมวาจก) คืออะไร ? นี้คงจะเป็นคำถามที่ทุกท่านอยากรู้ ประโยคกรรมวาจกก็คือ ประโยคหรือข้อความที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำกิริยานั้นโดยผู้อื่นหรือสิ่งอื่น กล่าวง่ายๆ ก็คือ ท่านยกสิ่งที่ถูกกระทำมาเป็นประธานของประโยคนั้นเอง และจะแปลออกสำเนียงว่า “ ถูก.... ” ตัวอย่างเช่น
- Tom is liked by Mary. ทอมถูกแมรี่ชอบ (มีความหมายเท่ากับแมรี่ชอบทอม)
- A football is kicked by a boy. ลูกบอลถูกเตะโดยเด็กชาย(มีความหมายเท่ากับ
เด็กชายเตะลูกบอล)
ฯลฯ
Passive Voice (กรรมวาจก) ในภาษาอังกฤษท่านได้แบ่งออกเป็น 12 รูปแบบ ดังนี้ คือ
1. Present simple = S + is, am, are + verb 3 + by…………
ตัวอย่างเช่น
- Dan is kicked by Dam. แดนถูกเตะโดยดำ
- This is made by me. สิ่งนี้ถูกทำโดยผม
ฯลฯ
2. Present continuous = S + is, am, are + being + verb 3 + by…………
ตัวอย่างเช่น
-A mango is being eaten by Phrakorng.มะม่วงกำลังถูกรับประทานโดยประคอง
- A paper is being written by Amnat. กระดาษกำลังถูกเขียนโดยอำนาจ
ฯลฯ
3. Present perfect = S + have, has + been + verb 3 + by…………
ตัวอย่างเช่น
- English has been spoken by Wichian. ภาษาอังกฤษได้ถูกพูดโดยวิเชียร
- Religions have been practiced by people. ศาสนาได้ถูกปฏิบัติโดยคน
ฯลฯ
4. Present perfect con. = S + have, has + been + being + verb 3 + by……
ตัวอย่าง เช่น
- A bus has been being waited Somphorn.รถบัสได้กำลังถูกคอยโดยสมพร
- Cars have been being rode by students.รถได้กำลังถูกขี่โดยนักเรียน
ฯลฯ
5. Past simple = S + was, were + verb 3 + by…………
ตัวอย่าง เช่น
- The law of nature was discovered by the Buddha.
กฎของธรรมชาติถูกค้นพบโดยพระพุทธเจ้า
- Books were read by my father. หนังสือถูกอ่านโดยพ่อของผม
ฯลฯ
6. Past continuous = S + was, were + being + verb 3 + by…………
ตัวอย่างเช่น
- An article was being written by me. บทความถูกกำลังเขียนโดยผม
- Flowers were being watered by mother.ต้นไม้ถูกกำลังรถน้ำโดยแม่
ฯลฯ
7. Past perfect = S + had + been + verb 3 + by…………
ตัวอย่างเช่น
- The Dhamma had been taught by the Buddha during his lifetime.
พระธรรมได้ถูกสอนโดยพระพุทธเจ้า
- Pens had been broken by me. ปากกาได้ถูกทำหักโดยผม
ฯลฯ
8. Past perfect con. = S + had + been + being + verb 3 + by…………
ตัวอย่าง เช่น
- An apple had been being eaten by my. แอปเปิ้ลได้กำลังถูกกินโดยผม
- Bananas had been being peeled by sister.
กล้วยได้กำลังถูกปอกโดยน้องสาว
ฯลฯ
9. Future simple = S + will, shall + be + verb 3 + by…………
ตัวอย่าง เช่น
- Breakfast will be had by me. อาหารเช้าจะถูกรับประทานโดยผม
- Exercises will be done by me. การบ้านจะถูกทำโดยผม
ฯลฯ
10. Future continuous = S + will, shall + be + being + verb 3 + by……
ตัวอย่าง เช่น
- Chinese will be being spoken by Tawan.
ภาษาจีนจะกำลังถูกพูดโดยตะวัน
- Problems will be being solved by government.
ปัญหาจะกำลังถูกแก้โดยรัฐบาล
ฯลฯ
11. Future perfect = S + will, shall + have + been + verb 3 + by..
ตัวอย่าง เช่น
- Tv. Will have been watched by Phakphun. ทีวีจะได้ถูกดูโดยภาคภูมิ
- Reports will have been presented by students.
รายงานจะได้ถูกนำเสนอโดยนักเรียน.
ฯลฯ
12. Future perfect con. = S+will, shall + have + been + being + verb 3 + by..
ตัวอย่าง เช่น
- A football will have been being played by boys.
ลูกฟุตบอลจะได้ถูกกำลังเล่นโดยเด็ก
- Songs will have been being sung by me.
เพลงจะได้ถูกกำลังร้องโดยผม ฯลฯ
จากตัวอย่างข้างต้นที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นตัวอย่างบางตอน ของเรื่อง Passive Vioce(กรรมวาจก) ซึ่งท่านได้จำแนกเอาไว้ตามกาล 12 กาล คิดว่าหลายท่านคงจะศึกษาเรื่องกาลมาบ้างแล้ว คงจะจำโครงสร้างได้ ในเรื่อง Passive Vioce (กรรมวาจก) ก็เช่นเดียวกัน มีโครงสร้างคล้ายๆกัน เพียงแต่ท่านเปลี่ยนจากการที่ประธานหรือผู้ทำกรรมที่เดิมเป็นประธานของประโยค มาเป็นกรรม หรือสิ่งที่ถูกทำเป็นประธานของประโยคแทน ดูเหมือนว่ามันง่าย แต่จริงๆ แล้วมันยากพอควรหากขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ
สิ่งที่จะทำให้จำและเข้าใจตลอดจนถึงการนำเอา เรื่องนี้ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีการท่องจำ หรือหมั่นฝึกฝนใช้เป็นประจำ จนพูดได้คล่องปาก หรือสามารถวาดเป็นภาพอยู่ในใจได้ ถึงตอนนั้นก็แสดงว่าเราสามารถเข้าในเรื่องนี้เป็นอย่างดีเยี่ยมแล้ว และสามารถใช้ได้อย่างไม่น้อยหน้าเจ้าของภาษาได้ในที่สุด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)